| (blank) |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
| (blank) |
 |
 |
 |
 |
 |
| (blank) |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
| bank |
 |
 |
| blank |
 |
 |
 |
|
|
|
|
|
บุคคลสำคัญ
|
|
ประวัติพระอริยวงศาจารย์(๑)
[1 เมษายน 2552 14:19 น.] จำนวนผู้เข้าชม 845 คน
|
|
พระอริยวงศาจารย์
ญาณวิมลอุบลสังฆปาโมกข์
“ผู้วางรูปแบบการศึกษาและพระศาสนา ในหัวเมืองอีสาน
สมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์”
|
พระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมลอุบลสังฆปาโมกข์ (ประมาณ พ.ศ.๒๓๓๐-๒๓๙๐) เป็นสมณทูตจากเมืองหลวงรูปแรก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ไปดูแลงานพระศาสนาในหัวเมืองอีสาน บูรพาจารย์ผู้สร้างวัดทุ่งศรีเมือง และเป็นกำลังสำคัญในการวางรากฐานงานพระศาสนาในจังหวัดอุบลราชธานีก่อให้เกิดตระกูลช่างศิลป์แบบเฉพาะเมืองอุบลราชธานี ต้นแบบที่สำคัญในข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาของพระสงฆ์ในหัวเมืองอีสาน ตลอดจนงานพระศาสนาของพระครูวิโรจน์รัตโนบล (รอด นนฺตโร) ภายหลังจากที่พระปทุมสุรราชเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระเจ้ากรุงธนบุรี และสถาปนาเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย เป็นประเทศราชในสมัยรัชกาลที่๑ เมืองอุบลราชธานีก็เติบโตขึ้นโดยลำดับ ทั้งทางกำลังคนและกำลังเศรษฐกิจ กลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของภูมิภาคนี้ และเป็นแหล่งสะสมกำลังคน และกำลังอาหารที่สำคัญให้กับทางกรุงเทพมหานคร
ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ หัวเมืองต่างๆ เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ทางเวียงจันทน์เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ ทางญวนก็เกิดปัญหาทำให้รัชกาลที่ ๓ ต้องหันมาทบทวนนโยบายเกี่ยวกับหัวเมืองต่างๆใหม่ ซึ่งเป็นที่มาของการนำพระศาสนาเข้ามาใช้เป็นนโยบายในการปกครอง ให้หัวเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย เมืองอุบลราชธานีเป็น
หัวเมืองเอกหัวเมืองหนึ่งที่รัชกาลที่ ๓ ให้ความสำคัญ ภายหลังจากการมรณภาพของท่านหอแก้ว ซึ่งเป็นหลักคำปกครองคณะสงฆ์เมืองอุบลราชธานี ศรีวนาลัย สถิต ณ วัดหลวง อันเป็นวัดแรกของเมืองอุบลราชธานี ที่พระปทุมวรราชสุริยวงศ์
(คำผง) สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างเมืองอุบล พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ส่งพระอริยวงศาจารย์ ไปกำกับดูแลพระอริยวงศาจารย์ มีนามเดิมว่า สุ้ย เกิดที่บ้านกวางคำ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่ง
กรุงรัตนโกสินทร์ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดและมรณภาพปีใด แต่น่าจะอยู่ในระหว่างประมาณ พ.ศ. ๒๓๓๐-๒๓๙๐ พระอริยวงศาจารย์ ได้ไปศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ที่วัดสระเกศ กรุงเทพฯ จนสอบไล่ได้เป็นเปรียญธรรม ๓ ประโยค จากสำนักวัดสระเกศในหนังสือที่ระลึกในงานผูกพัทธสีมาและฉลองพระอุโบสถวัดสุปัฏนาราม จังอุบลราชธานี ระบุลักษณะพระอริยวงศาจารย์ไว้ว่า
“...ด้วยว่า ในยุคนั้น มีพระเถระที่สำคัญอีกรูปหนึ่ง ชื่อ สุ้ย นัยว่า ทรวดทรงสูงใหญ่สีขาว ท่าทางงาม กำเนิดที่บ้านกวางคำ ตำบลเขื่องใน อำเภอเขื่องใน ซึ่งห่างจากที่ตั้งเมืองอุบลฯ ไปทางทิศพายับราว ๙๐๐ เส้น เป็นผู้ได้ไปเรียนพระปริยัติธรรมในพระนคร กรุงเทพฯ สำนักวัดสระเกษ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหลักคำ คือ เทียบเท่าเจ้าคณะเมืองเดี๋ยวนี้
ก่อนท่านพนฺธุโลออกไปหลายปี นัยว่าเป็นพระราชาคณะชื่อ อริยวงศ์ ปวงชนเรียนท่านว่า “ท่านเจ้า” มีพัดยอดปักทองขวางด้ามงา แต่ไม่มีแฉก และมีย่ามปักทองขวางมีฝาบาตร์มุกด์เป็นบริขาร...” พระอริยวงศจารย์ เป็นที่รู้จักของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๓เนื่องจากพระองค์ทรงมีความผูกพันอยู่กับวัดสระเกศเป็นการส่วนพระองค์ พระองค์ไม่
ประสบผลสำเร็จในการสร้างภูเขาทอง จึงโปรดให้ชักพระอัฏฐารสจากวัดวิหารทอง เมืองพิษณุโลก มาประดิษฐานไว้ ณ
วิหารวัดสระเกศ เพื่อจะได้เสด็จมากราบไหว้เป็นประจำ ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว พระอริยวงศาจารย์กำลังศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ในสำนักวัดสระเกศ
พระอริยวงศาจารย์เป็นพระภิกษุที่มีความรู้สามารถหลายด้าน โดยเฉพาะมีความชำนาญในงานช่างและ วิจิตรศิลป์อื่นๆ ขณะที่ท่านพำนักศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ที่วัดสระเกศนั้น น่าจะเป็นช่วงระยะเวลาเดียวกันกับรัชกาลที่ ๓ ได้เข้ามาบูรณปฏิสังขรณ์วัดสระเกศครั้งใหญ่ กุฎีวิหารอาคารไม้ที่สร้างมาแต่ครั้งรัชกาลที่ ๑ นั้นทรงให้รื้อเสีย แล้วให้สร้างใหม่เป็น
กุฎีก่ออิฐถือปูนทั้งพระอาราม คงรักษาไว้เฉพาะหอไตรกลางสระน้ำเท่านั้น แต่ก็ทรงบูรณะเสียใหม่ การบูรณปฏิสังขรณ์
วัดสระเกศทั้งพระอารามในสมัยรัชกาลที่ ๓ นั้น อยู่ในความสนใจของพระอริยวงศาจารย์ หรือท่านอาจจะเป็นพระสงฆ์รูปหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการบูรณะวัดสระเกศ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับ หอไตร ซึ่งสามารถทำให้มีความงดงาม
เช่นเดิมได้ จนความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
|
|
|
|
|