| วัดป่าพิฆเณศวร์ ตั้งอยู่บริเวณบ้านปากน้ำ(บุ่งสระพัง) ต.กุดลาด อ. เมือง จ. อุบลราชธานี เดิมเป็นวัดร้างอยู่กลางป่าใหญ่ ตั้งอยู่ริมฝั่ง แม่น้ำมูล ถัดจากบริเวณวัด มีหนองน้ำใหญ่ชาวบ้านเรียก “หนองวัด” เมื่อครั้งเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปีกุน พ.ศ. ๒๓๑๙ ชาวบ้านได้อพยพหนีขึ้นไปอยู่ที่สูง พร้อมกับสร้างวัดแห่งใหม่ประจำหมู่บ้านขึ้น วัดแห่งนี้จึงถูกปล่อยทิ้งร้างไปตามกาลเวลา กลายเป็นป่ารกรื้อ ต้นไม้ขึ้นเต็มไปหมด ในที่สุดก็ไม่มีชาวบ้านคนใดเข้าไปในบริเวณวัดแห่งนี้อีก วัดป่าแห่งนี้ได้กลายเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด
ในขณะที่ท่านเจ้าคุณพระมงคลธรรมวัฒน์กำลังดำเนินการก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่อยู่นั้น ท่านก็เริ่มเข้าไปบูรณะวัดร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมาชาวบ้านเรียกว่า “วัดป่าพิฆเณศวร์” สืบเนื่องมาจากการขุดพระพิฆเณศวร์ หินทรายได้จากบริเวณดังกล่าว โดยมีความมุ่งหวังว่า จะทำให้วัดแห่งนี้เป็นวัดสำหรับพระธุดงค์ที่ต้องการความสงบ ซึ่งเดินทางผ่านมาได้ปักกลด พักอาศัย ในระยะแรกท่านตั้งใจจะไม่ให้มีพระสงฆ์อยู่ประจำ เพราะต้องการให้เป็นที่ปลีกวิเวก จนกว่าจะมีชุมชนเกิดขึ้นในบริเวณนี้ ในขณะเดียวกัน ท่านก็มักปลีกตัวออกจากหมู่บ้านมาจำวัดที่วัดป่าแห่งนี้ จนเกิดความอบอุ่นใจแก่ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
ท่านเจ้าคุณพระมงคลธรรมวัฒน์เล่าถึงสภาพวัดร้างแห่งนี้ ก่อนที่ท่านจะ เข้าไปบูรณะว่า “ป่าแห่งนี้เป็นที่อยู่ของฝูงลิงจำนวนมาก มีคนเคยตามฝูงลิงพลัดหลงเข้ามาในป่าแห่งนี้ แต่ก็ต้องพบกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง”
ภายหลังได้มีการขุดพบพระพิฆเณศวร์หินทราย อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ในบริเวณวัดร้างแห่งนี้ ข่าวคราวการขุดพระพิฆเณศวร์ได้จากวัดร้างแห่งนี้ แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว จนถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ในสมัยนั้นสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) เป็นพระผู้ใหญ่ที่บัญชาการคณะสงฆ์ทางอีสาน เมื่อทราบข่าว ท่านจึงได้เดินทางจากกรุงเทพมหานคร มาพบชาวบ้าน และได้ขอพระพิฆเณศวร์ไป โดยได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่วัดสุปัฏนาราม
ต่อมา ท่านเจ้าคุณพระมงคลธรรมวัฒน์จึงเข้าไปบูรณะขึ้นเป็นวัดป่าประจำหมู่บ้าน ท่ามกลางความหวาดหวั่นของชาวบ้าน เกรงจะเกิดอันตรายจากสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ เมื่อได้บูรณะวัดเรียบร้อยแล้ว ท่านจึงให้ช่างปั้น รูปเหมือนพระพิฆเณศวร์ขึ้นไว้ภายในวัด เพื่อเป็นการเตือนสติว่า วัดป่าแห่งนี้เป็นสถานที่ขุดพบโบราณวัตถุที่มีความสำคัญยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติ
และ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ยังมีรายงานการขุดพบโคอุสุภราชหินทราย ซึ่งเป็นวัวพาหนะของพระอิศวร ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ อายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ ที่บริเวณข้างวัดป่าพระพิฆเณศวร์ ไปทางทิศตะวันออก (ปัจจุบันเป็นพื้นที่ชาวบ้านรอบวัด) และได้มีการขายทอดตลาดไปยังนักเล่นของเก่าในจังหวัดอุบลราชธานี
การขุดพบพระพิฆเณศวร์หินทราย และโคอุสุภราชหินทราย ซึ่งเป็นวัวพาหนะของพระอิศวร ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ที่บริเวณวัดร้างแห่งนี้ ทำให้เชื่อแน่ได้ว่า สถานที่แห่งนี้จะเป็นชุมชนโบราณ และเป็นสถานที่ทางศาสนาพราหมณ์ ในยุคเจนละบกเจนละน้ำ และมีอิทธิพลสืบต่อมาจนถึงเขมรยุคเมืองพระนคร
ต่อมา เมื่อพระพุทธศาสนาแบบทวารวดีแผ่อิทธิพลจากภาคกลางเข้ามา และได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้นตามลำดับ พร้อมกับเขมรยุคเมืองพระนครเสื่อมอำนาจลง และสถานแห่งนี้ได้กลายเป็นวัดในพระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองและความเสื่อมสลับกันไป จนถึงการอพยพเข้ามาของประชาชนจากนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน ซึ่งมีเจ้าพระวอ และท้าวคำผง ผู้เป็นบุตรเจ้าพระตา เป็นผู้นำ วัดแห่งนี้จึงได้รับการบูรณะขึ้นอีกครั้ง โดยกองทัพของเจ้าพระวอ
เมื่อมีการขุดพบหลวงพ่อเงิน ศิลปะเชียงแสนล้านช้าง ในบริเวณวัดแห่งนี้ ทำให้นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า วัดแห่งนี้น่าจะมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับการตั้งค่ายบ้านดอนมดแดงของเจ้าพระวอ เมื่อครั้งหนีทัพเวียงจันทน์ ก่อนยอมขึ้นเป็นข้าขอบขันธสีมาสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี และสถาปนาค่ายบ้านดอนมดแดงขึ้นเป็นเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
เนื่องจากวัดแห่งนี้อยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล ประชาชนซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ตามที่ราบลำน้ำมูลและบุ่งสระพัง ประสบปัญหาเกี่ยวกับน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ ต่อมา คงถูกปล่อยทิ้งให้ร้างเมื่อคราวเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. ๒๓๑๙-๒๓๒๐ จนเจ้าคุณท่านเจ้าคุณพระมงคลธรรมวัฒน์เข้ามาพัฒนา ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ พร้อมกับนำความเจริญก้าวหน้าเข้ามาสู่หาดทราย ปากบุ่งสระพังแห่งนี้อีกครั้ง จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่สำคัญที่ยวของจังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน
----------------------------------
จากหนังสือ “ประทีปธรรมแห่งแม่มูล” . ชีวประวัติและปฏิปทาของ ท่านเจ้าคุณพระมงคลธรรมวัฒน์ (บุญจันทร์ จตฺตสลฺโล) เรียบเรียงโดย ญาณวชิระ, วชิราสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้ง ๑, ๒๕๔๙. |