|
ตำนานนกหัสดีลิงค์
|
|
กับประวัติศาสตร์การสถาปนาเมืองอุบลราชธานี ศรีวนาไลย
|
| |
|

|
| |
| ตำนานนกหัสดีลิงค์กับการเผาเจ้าผู้ครองนครถูกเล่าขานผ่านประวัติศาสตร์การสถาปนาเมืองอุบลราชธานี ศรีวนาไลย ณ มหานครตักกะศิลาเชียงรุ้งแสนหวีฟ้าเมื่อหลายพันปีมาแล้ว พระมหากษัตริย์แห่งนครนั้นถึงแก่สวรรคต ตามธรรมเนียมต้องอัญเชิญพระศพออกไปฌาปนกิจที่ทุ่งหลวง ในครั้งนั้น พระมหาเทวีให้จัดการพระศพตามโบราณประเพณี ได้แห่พระศพออกจากพระราชวังไปยังทุ่งหลวงเพื่อถวายพระเพลิง |
| ขณะนั้น มีนกหัสดีลิงค์ตัวหนึ่ง กินเนื้อสัตว์เป็นอาหารบินมาจากป่าหิมพานต์ เห็นพระศพคิดว่า เป็นอาหาร จึงบินโฉบลงมาเอาพระศพจะไปกิน พระมหาเทวีเห็นเช่นนั้นจึงออกข่าวประกาศให้คนดีมีฝีมือไปต่อสู้นกหัสดีลิงค์แย่งเอาพระศพคืนมา ถ้าใครสามารถสู้ได้จะยกราชสมบัติให้ครึ่งหนึ่ง ผู้คนจากทั่วแผ่นดินต่างขันอาสาออกสู้นกหัสดีลิงค์ แต่ก็ไม่มีใครสามารถสู้ได้ ถูกนกหัสดีลิงค์จับกินชาวเมืองเป็นอาหารล้มตายเป็นจำนวนมาก |
| ธิดาแห่งนครตักกะศิลา นามว่า “สีดา” เห็นชาวเมืองล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงเข้ารับอาสาไปปราบนกหัสดีลิงค์ด้วยตนเอง นางได้ใช้ศรอาบยาพิษยิงนกหัสดีลิงค์ ถึงแก่ความตายตกลงมาพร้อมพระศพแห่งกษัตริย์พระองค์นั้น |
| พระมาหาเทวีโปรดให้ช่างทำเมรุคือหอแก้วบนหลังนกหัสดีลิงค์แล้วเชิญพระศพขึ้นประดิษฐานบนหลังนกหัสดีลิงค์ แล้วถวายพระเพลิงไปพร้อมกัน |
| จากนั้น เจ้านายในพระราชวงศ์เชียงรุ้งแสนหวีฟ้าได้ถือเป็นประเพณี ทำเมรุนกหัสดีลิงค์ ถวายพระเพลิงเจ้านายเชื้อพระวงศ์ที่ถึงแก่อสัญกรรม และประเพณีนี้ยึดถือกันสืบมาตลอดสายกษัตริย์แห่งราชวงศ์เชียงรุ้ง |
| จนถึงพระเจ้าตา พระเจ้าวอ ผู้เป็นเชื้อสายเจ้าผู้ครองนครเชียงรุ้ง หนีสงครามมาสร้าง "นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน"เมืองอุบลราชธานี ศรีวนาลัย เมืองอุบลราชธานี จึงถือประเพณีสืบมาจนถึงปัจจุบัน |
| |
|
นกหัสดีลิงค์ ตามคัมภีร์พระพุทธศาสนา
|
| |
|

|
| |
| ในอดีตกาลนานมาแล้วมีเมืองสองเมืองอยู่ใกล้กัน พระราชาสองเมืองก็เป็นเพื่อนตาย กินนอนเที่ยวเล่นด้วยกันตลอด เรียกว่าไปไหนไปด้วย สนิทราวกับพี่น้องกันก็ไม่ปาน องค์หนึ่งชื่อเวฐทีปกะ องค์หนึ่งชื่ออัลปกะ |
| จนวันหนึ่งทั้งสององค์มานอนตากแดดแก้หนาวบนพระลานแล้วปรึกษากันว่า พวกเราอายุอานามก็ล่วงเข้าไปสี่สิบห้าสิบแล้ว คงจะตายอีกไม่นานนี้ โลกหน้ามีจริง พวกเราก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน อย่ากระนั้นเลย พวกเราออกบวชเพื่อจะได้ไปสุคติดีกว่า จึงพากันละสมบัติพัสถานให้พระชายาและพระโอรส เสด็จออกบวชกันถือเพศเป็นฤษี ปรึกษากันว่า ผู้ออกบวชควรจะห่างจากการอยู่ด้วยกัน เราสองคนอยู่ภูเขากันคนละลูก ถึงเวลาก็ก่อไฟทุกเดือนเพ็ญ ถ้าไม่เห็นไฟก็แสดงว่าอีกฝ่ายตายแล้วทั้งสองปฏิบัติธรรมอยู่นานพอควร จนกระทั่งเวฐทีปกะฤษีป่วยตาย อัลลปกะดาบสไม่เห็นไฟ ก็รู้ว่าเพื่อนไปเสียแล้วจึงจัดการฝังศพให้เพื่อนแล้วปฏิบัติธรรมต่อ ส่วนเวฐทีปกะตายไปก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พินิจดูจึงแสร้งเป็นคนหลงทางมาไหว้เพื่อน ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ทราบว่าเพื่อนถูกช้างรบกวน เลยมอบพิณสยบคชสารให้ มีเสียงที่สามารถจะทำให้ช้างป่าเชื่องและนำมาใช้งานได้ เสร็จแล้วก็เหาะกลับสวรรค์ไป อัลปกะก็ใช้พิณนี้ไล่ช้างที่มากวนเป็นประจำจนหนีไปหมด. |
| ที่เมืองอีกเมืองหนึ่งมีพระราชาพร้อมมเหสีครรภ์แก่ วันหนึ่งทั้งสองพระองค์ไปผิงแดง พระมเหสีห่มผ้ากำพลสีแดงและสวมแหวนที่นิ้วนาง เคราะห์หามยามซวย นกหัสดีลิงค์ที่ตัวใหญ่ขนาดช้างห้าตัวบินหากินผ่านมา เห็นพระเทวีก็คิดว่าเป็นเนื้อแดงๆ เลยโฉบลงมา พระราชาได้ยินเสียงปีก รีบเสด็จวิ่งหนีเข้าไปที่ห้อง ส่วนพระเทวีครรภ์แก่เลยเสด็จหนีไม่ได้ นกเลยโฉบไป พระเทวีคิดว่า ถ้าเราร้องตอนนี้มันปล่อยไป เราตายแน่ๆ มันจับแล้วเราจะร้องให้มันหนีไปดีกว่า จึงยับยั้งไว้จนมันจับต้นไม้ที่มันกินสัตว์ จึงได้เปล่งเสียงร้อง กรี๊ดดดดดดดด นกตกใจบินหนีไป หลังจากนกบินหนี พระเทวีก็ปวดพระครรภ์ นอนกระสับกระส่ายทั้งคืน จนกระทั่งรุ่งเช้าก็คลอดโอรสชาย หน้าตาผุดผ่องพร้อมกับอาทิตย์ขึ้น พระเทวีเลยตั้งชื่อโอรสว่า อุเทน(รุ่งเรืองเหมือนแสงอาทิตย์อุทัย) |
| อัลปกะดาบสมักจะไปเก็บกระดูกที่เหลือจากนกหัสดีลิงค์กินมาต้มเป็นประจำ เช้านี้ก็เช่นกัน ดาบสก็ก้มเก็บกระดูกที่ตกเกลื่อนกลาด ได้ยินเสียงทารกร้อง ลองเงี่ยหูฟังดูก็แน่ใจ จึงตะโกนถาม |
| พระเทวีบอกว่า ตนเองเป็นคน ถูกนกจับมากิน |
อัลปกะดาบสบอกว่าจะขึ้นไปช่วย พระเทวีบอกว่า ไม่ได้ ฉันกลัวจะสัมผัสฉัน ชาติจะปนกัน
แล้วเธอเป็นใครล่ะฉันเป็นเทวีของนครหนึ่งปะโธ้ นึกว่าอะไร ฉันก็เป็นราชาเหมือนกัน ถ้างั้นท่านลองบอกมายากษัตริย์ทั้งห้าให้ฟังก่อนฤษีก็บอก เสร็จแล้วก็ทำบันไดขึ้นไปช่วย พาไปพักในอาศรม ต้มข้าวสาลีผสมน้ำผึ้งและเนื้อสัตวฺที่เหลือจากที่นกกินให้กิน จนพระเทวีแข็งแรงดีพร้อมพระโอรส มาวันหนึ่งความคิดอันชั่วร้ายก็เกิดขึ้นกับเทวีว่า ถ้าดาบสหนีไปจากที่นี่ เราก็จะตายพร้อมลูกแน่ๆ ไม่ได้ ต้องหาทางให้ดาบสแหกศีล |
| เย็นวันนั้นพระเทวีนุ่งกระโจมอกไปอาบน้ำ กลิ่นกายสาวหอมกรุ่นๆเดินผ่านหน้าดาบสไป ดาบสกำลังนั่งสมาธิ ได้กลิ่นกายสาวหอมกรุ่นๆก็ใจเต้นโครมคราม เพราะตัวเองก็เคยมีเมียมาก่อน พระเทวีแกล้งทำผ้าหลุด ดาบสยิ่งใจเต้นตึกๆๆๆ เหมือนกองเพลเมื่อเห็นหน้าอกอวบขาวผ่อง และช็อตเด็ดก็มาถึงเมื่อพระเทวีแกล้งล้มใส่ดาบส แล้วทุกอย่างก็จบเห่เอวัง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งสามคนก็อยู่กันเหมือนครอบครัว ดาบสก็จำต้องสึกแต่เพียงเท่านี้ |
| วันหนึ่ง อัลปกะดาบสเห็นดาวตกจากฟ้า ก็บอกว่า สามีเก่าของเธอตายเสียแล้ว พระเทวีร้องไห้ ดาบสปลอบถามว่า เธอเสียใจที่เขาตายหรือ ไม่ต้องคิดมากหรอก คนเราก็ต้องตายเป็นธรรมดา นางบอกว่านั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่ฉันเสียใจคือ ลูกฉันอายุสิบหกแล้วนะ ควรที่จะได้ครองสมบัติต่อจากบิดาของเขา โธ่ นึกว่าอะไร ถ้าอยากจะได้ จัดให้พี่พูดจริงๆเรอะไม่มีไรที่อัลลปกะทำไม่ได้ หึๆๆดาบสหัวเราะแล้วก็เรียกอุเทนเข้ามา บอกว่านี่คือพิณสยบคชสาร พรุ่งนี้พ่อจะพาเจ้าไปเรียนวิชา |
| รุ่งเช้า ดาบสให้อุเทนนั่งบนกิ่งไม้ บอกว่าทุกๆเช้าจะมีช้างป่านับพันๆมาหากินที่นี่ เจ้าจงไปนั่งบนกิ่งไม้แล้วดีดพิณเส้นนี้ ทำนองนี้ ร่ายมนต์บทนี้ ช้างจะหนีไป เจ้าลองทำให้ข้าดูอุเทนลองดูได้ผลตามนั้น จึงบอกดาบส ดาบสให้ดีดสายอีกสองสายคือ สายที่สอง ดีดแล้วช้างจะหนีและเหลียวหน้ามามอง สายที่สามคือ สายน้อมเศียร ช้างหัวหน้าจะน้อมเข้ามารับใช้ อุเทนลองได้ผล จึงบอกดาบส ดาบสไปบอกเทวีบอกว่าเจ้าจงเล่าชาติกำเนิดเขาให้ฟังซะ |
| พระเทวีเล่าชาติกำเนิดให้โอรสฟัง โอรสได้ฟังและทราบประสงค์มารดา จึงเดินทางไปกลางป่า ดีดพิณสายที่สาม เรียกกองพันช้างสงครามนับพันออกมาและขี่ช้างเข้าเมืองไป ช้างบุกตะลุยจนถึงชายแดนเมือง อุเทนบอกว่า ตนเองเป็นโอรสเจ้าเมือง มาเพื่อยึดสมบัติคืนและชักชวนคนให้เข้าร่วมกองพันสงคราม กองทัพยกมาถึงประตูเมือง |
| วันนั้น พระราชาสวรรคตครบเจ็ดวัน อุเทนยื่นสาสน์ท้ารบ จะรบหรือจะให้ราชสมบัติ อำมาตย์เก่าๆบอกว่า ไม่ให้ทั้งสองอย่าง จนกว่าจะรู้ข่าวอย่างหนึ่งข่าวอะไรของพวกท่านพระเทวีขององค์ราชา ถูกนกคาบไปไม่รู้เป็นตายร้ายดี พวกเราจะไม่ทำอะไรจนกว่าจะทราบว่าพระนางและพระโอรสเป็นหรือตายข้าคืออุเทน บุตรแห่งพระเทวีพระองค์นั้นแล้วทรงแสดงผ้ากำพลและพระธำมรงค์ พวกอำมาตย์จำได้ จึงแห่แหนอุเทนเข้าเมือง และปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าอุเทนนับแต่นั้นเป็นต้นมา |