ประวัติเมืองอุบลราชธานี ศรีวนาลัย(๔)
อุบลราชธานี ศรีวนาไลย
จากประเทศราช สู่ ราชธานีแห่งอีสาน
สมัยรัชกาลที่ ๑
พระปทุมสุ รราช (ท้าวคำผง)ได้รับพระราชทานบำเน็ตความชอบจากการปราบกบฏอ้ายเชียงแก้ว ได้รับการแต่งตั้งเป็น “พระปทุมวรราชสุริยวงศ์” ปกครองเมือง “อุบลราชธานี ศรีวนาไลย ประเทศราช” ที่ยกฐานะขึ้นจากบ้านห้วย
แจระแม ในปี พ.ศ. ๒๓๓๕ มีฐานะเป็นหัวเมืองประเทศราช และทรงโปรดเกล้าฯ ตั้งท้าวฝ่ายหน้า ไปปกครองเมืองนครจำปาศักดิ์ เป็นบ้านพี่เมืองน้องกัน ต่อมาพระปทุมวรราช ได้ย้ายเมืองลงมาตั้งอยู่ที่ดงอู่ผึ้ง ที่ตั้งตัวเมืองอุบลราชธานีปัจจุบัน พระประทุมวรราชสุริยวงศ์ ครองเมืองอุบลราชธานีมาแต่ปี พ.ศ. ๒๓๒๓ ถึง ปี พ.ศ. ๒๓๓๘ เป็นเวลาถึง ๑๘ ปี อายุถึง ๘๕ ปี
ปูนชราและถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๘ ตรงกับวันขึ้น๓ ค่ำ เดือน๑๒ วันพุธ ปีเถาะ จุลศักราช ๑๑๕๗ มีบุตรธิดา
๙คน คนโตท้าวสุดตา เป็นที่พระอุปราช ท้าวแพงเป็นพระอุปราชเมืองยโสธร ท้าวทะ ท้าวโท นางคำสิงห์ นางจำปาคำ นางเหมือนตา นางสุ้ย ท้าวกุทอง (ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานีที่ ๓ ที่ พระพรหมราชวงศา)
รัชกาลที่ ๒
ได้มีการตั้ง เมืองโขงเจียมตั้งขึ้นในปี พ.ศ.๒๓๕๔ ทั้งนี้เพราะขุนนักราชนาอินทร์ ผู้รักษาตำบลโขงเจียม มีความผิด เจ้าเมืองนคร จำปาศักดิ์ (โย่) จึงจับมาลงโทษ แล้วขอพระบรมราชานุญาต ตั้งท้าวมหาอินทร์ บุตรขุนนักอินทวงษ์เป็นพระกำแหงสงคราม ยกบ้านนาค่อขึ้นเป็นเมือง “โขงเจียม” ขึ้นตรงต่อเมืองนครจำปาศักดิ์ แต่พอถึง รัชกาลพระบาทสมเด็จ
พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คงด้วยเหตุผลทางการเมืองบางประการ จึงโปรด เกล้าฯ ให้เมืองโขงเจียมขึ้นตรงต่อ เมืองเขมราฐเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๑
เมืองเสนาง คนิคมโปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๓๘๘ ทั้งนี้เพราะพระพรหมวรราชสุริยวงศ์ (ท้าวทิดพรหม) เจ้าเมือง อุบลราชธานีคนที่ ๒ ได้นำ พระศรีสุราช เมืองตะโปน ท้าวอุปราช เมืองชุมพร ท้าวฝ่าย เมืองผาปัง ท้าวมหาวงศ์ เมืองคาง พาครอบครัวไพร่พล อพยพมาจาก ฝั่งซ้าย แม่น้ำโขง มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร และตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านช่องนาง แขวงเมืองอุบลราชธานี เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่กรุงเทพฯ จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งบ้านช่องนางเป็นเมืองเสนางคนิคม ตั้งพระศรีสุราชเป็นพระศรีสินธุสงคราม เจ้าเมือง ให้ท้าวฝ่ายเมืองผาปัง เป็น อัครราช ท้าวมหาวงส์เมืองคาง เป็น อัครวงศ์รักษาเมืองเสนางคนิคม ขึ้นตรงต่อเมืองอุบลราชธานี แต่เมื่อตั้งเมืองจริงนั้น เจ้าเมืองกลับพา พรรคพวกไพร่พล ไปตั้งเมืองที่บ้านห้วยปลาแดก หาได้ตั้งที่บ้านช่องนางดังที่โปรดเกล้าฯ ไม่
รัชกาลที่ ๓
อุบลราชธานี ได้กลายเป็นศูนย์กลางพระศาสนา โดยได้มีการนำพระศาสนามาเป็นนโยบายในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพกับ หัวเมืองอีสาน ในสมัยนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ได้ส่งพระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมล อุบลสังฆปาโมกข์ ซึ่งเป็นคนอุบลโดยกำเนิด ไปเป็นผู้ดูแลการพระศาสนาในหัวเมืองอีสาน เช่น อุบลราชธานี จำปาศักดิ์ นครพนม หนองคาย เป็นต้น มีการสร้างวัดตามแบบกรุงเทพขึ้น คือ วัดทุ่งศรีเมือง เป็นแห่งแรกของภาคอีสาน ได้มีการนำศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนรูปแบบการศึกษาคันธธุระและวิปัสสนาธุระอย่างกรุงเทพไปใช้อย่างกว้าง ขวาง เป็นรากฐานให้เกิดการพัฒนาการศึกษาตามแบบอย่างกรุงเทพในยุคต่อมา
ตั้งแต่รัช สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช บ้านเมืองค่อนข้างสงบ จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ จึงทรงมีนโยบายที่จะ จัดตั้งเมือง ให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการรวบรวมไพร่พลให้เป็นปึกแผ่น เพื่อความสงบสุข สมเด็จฯ กรมพระยาดำรง ราชานุภาพได้ทรงกล่าวถึง เรื่องนี้ว่า
“…รัชกาล ที่ ๑ ถึงรัชการที่ ๓ ให้เจ้าเมืองร้าง เที่ยวเกลี้ยกล่อมหา ผู้คนมาเป็นพลเมือง โดยไม่ต้องใช้อำนาจ อาจทำได้ด้วยยินดีด้วยกัน ทุกฝ่ายก็สำเร็จ ประโยชน์ ถึงความมุ่งหมาย เจ้าเมืองไหนเกลี้ยกล่อมคนมาได้มาก ก็ได้ทรัพย์เศษส่วน และได้ผู้คนสำหรับอาศัยใช้สอยมากขึ้น ก็เต็มใจขวนขวาย ตั้งบ้านเมือง ฝ่ายราษฎรที่ไปเที่ยวหลบลี้ เดือดร้อนลำบากมากอยู่ เมื่อรู้ว่า บ้านเมืองเรียบร้อยอย่างเดิม ก็ยินดีที่จะกลับมา โดยมา” คงจะเป็นเพื่อสนองตอบ พระบรมราโชบาย ในการตั้งเมืองดังกล่าวมาแล้ว และเพื่อความอุดมสมบูรณ์ในการประกอบอาชีพของ ไพร่บ้านพลเมือง “….ในปี พ.ศ.๒๓๒๙ ( จุลศักราช ๑๑๔๘ ปีมะเมีย นพศก) พระประทุมจึงย้ายครอบครัวไพร่พลมาตั้งอยู่ ณ ตำบลแจระแม คือตำบล ที่ตั้งอยู่ทาง ทิศเหนือ เมืองอุบลปัจจุบัน…..”
ภายหลังพระ ปทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) ถึงแก่พิราลัย บ้านเมืองว่างเว้นจากเจ้าเมืองอยู่ ๕ ปี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ เจ้าทิตพรหมผู้น้องชายพระประทุมวรราชสุริยวงศ์(คำผง) ขึ้นเป็นเจ้าเมืองอุบลองค์ที่ ๒ ที่ “พระพรหมราชวงศา” ชาวเมืองเรียกว่า “พระพรหมวรราชสุริยวงศ์” ครองเมืองอยู่ ๔๑ ปี อายุได้ ๑๒๐ปี ถึงอสัญกรรม ในสมัยพระพรหมราชวงศานี้ได้ร่วมสงครามปราบเจ้าอนุวงศ์ และเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์เจ้าเป็นอย่างมาก ดังที่ปรากฏในท้องตราปูนบำเหน็จแก่ท่านในรัชกาลที่ ๓
รัชกาลที่ ๔
อุบลราชธานี เป็นต้นรากพุทธศาสนาธรรมยุติกนิกายแพร่ไปหัวภาคอีสาน มีการสร้างวัดธรรมยุติขึ้นเป็นแห่งแรกในภาคอีสาน คือ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ในปี พ.ศ.๒๓๙๕
พระพรหมราช วงศา (กุทอง) เจ้าเมืองอุบลราชธานี ที่ ๓ เมื่อพระพรหมราชวงศาเจ้าทิตพรหมถึงแก่อสัญกรรมไปแล้ว ต่อมาอีก ๕ ปี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯตั้งให้ พระอุปราชกุทอง ขึ้นเป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานี ศรีวนาไลย สืบต่อมา ที่ “พระพรหมราชวงศา” ครองเมืองมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๐๕ จึงถึงแก่อสัญกรรม โดยที่ยังหาทันได้ตั้งผู้ใดเป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานีไม่
ฝ่ายเจ้าหน่อ คำซึ่งเป็นเจ้าราชวงศ์เมืองนครจำปาศักดิ์ ประสงค์ที่จะเป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานี จึงเข้าหาเจ้าจอมมารดาดวงคำ ผู้น้องสาว ซึ่งเป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้านายผู้ใหญ่ที่เป็นเชื้อสายเวียงจันทน์ ขอให้เพ็ดทูลต่อพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอให้ตั้งให้เจ้าหน่อคำเป็นเจ้าครองเมืองอุบลราชธานี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เจ้าหน่อคำเป็นเจ้าครองเมืองอุบลราชธานี ที่ “พระพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์” เจ้าเมืองอุบลราชธานีองค์ต่อมา
เนื่องจาก เจ้าหน่อคำเป็นหลานเจ้าอนุวงศ์ เป็นเหลนของพระเจ้าสิริบุญสาร สายเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นฆ่าเจ้าพระตา เจ้าพระวอ สายเมืองอุบลราชธานี การแต่งตั้งให้ศัตรูมาปกครองเมืองอุบลราชธานีครั้งนี้ จึงทำให้เกิดการขัดแย้งกันขึ้นระหว่างเจ้าผู้ครองเมืองสายเวียงจันทน์ กับฝ่ายอุปราชซึ่งเป็นฝ่ายเจ้าพระตา สายเมืองอุบล เริ่มแต่เรื่องมอไซแง ชาวฝรั่งเศสถูกคนในบ้านเจ้าราชบุตรชกต่อยจนถึงเรื่องหาว่าเจ้าเมืองโกงเอา พระราชทรัพย์เป็นของตน จนต้องลงไปสู้ความกันที่กรุงเทพ และถึงแก่กรรมไปตามๆ กัน คดีความจึงเลิกไป ขณะนั้นมีแต่เจ้าราชบุตรหนูคำรักษาราชการ
ในสมัยของพระ พรหมเทวานุเคราะห์วงศ์นี้ ได้ขอตั้งเมืองที่สำคัญ คือ เมืองตระการพืชผล ให้ท้าวสุริยวงศ์(อ้ม) เป็นเจ้าเมือง ที่ “พระอมรดลใจ” เมืองพิบูลมังสาหาร ให้ท้าวจูมณี เป็นเจ้าเมือง ที่ “พระบำรุงราษฎร” เมืองมหาชนะชัย ให้ท้าวคำพูล เป็นเจ้าเมือง ที่ “พระเรืองชัยชำนะ”
รัชกาลที่ ๕
อุบลราชธานี ได้รับการยกฐานะเป็น “มณฑลลาวกาว” ศูนย์กลางการปกครอง ศาสนา การศึกษา เป็นจุดกำเนิดกลุ่ม “กบฏผีบุญ” ก่อนแพร่ขยายไปทั่วภาคอีสาน เป็นที่ตั้งสถานกงสุลฝรั่งเศสช่วงยึดครองอินโดจีน มีการก่อตั้งโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรม โรงเรียนสอนภาษาไทย โรงเรียนแผนที่ โรงเรียนฝึกหัดทหาร และกองตำรวจภูธรขึ้นเป็นครั้งแรกในภาคอีสาน
ในปี พ.ศ. ๒๔๒๔ โปรดเกล้าฯให้มีข้าหลวงกำกับราชการแผ่นดินมาประจำหัวเมืองลาวตะวันออกเป็น ครั้งแรก ให้พระยามหาอำมาตยาธิบดีขึ้นมาเป็นข้าหลวงกำกับราชการ ให้ไปอยู่เมืองนครจำปาศักดิ์ ให้หลวงจินดารักษ์มาเป็นข้าหลวงกำกับราชการช่วยเจ้าอุปราชหนูคำที่เมือง อุบลราชธานี หลวงจินดารักษ์ จึงเป็นข้าหลวงกำกับราชการคนแรกในเมืองอุบลราชธานี ท่านผู้นี้ได้ภรรยาเป็นชาวเมืองอุบลราชธานี มีบุตรชายด้วยกันคนหนึ่งเรียกว่า จอมใจราช เมื่อหลวงจินดารักษ์ถึงแก่กรรมจึงโปรดเกล้าฯให้ หลวงภักดีณรงค์ (ทัด ไกรฤกษ์) ขึ้นมาเป็นข้าหลวงกำกับราชการเมืองอุบลราชธานี
ในปี พ.ศ. ๒๔๒๕ เมื่อเจ้าราชบุตรหนูคำ ถึงแก่กรรมไปแล้วก็มิได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดให้เจ้าเมืองอุบลราชธานีอีก เพราะทรงมีนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองหัวเมืองลาวให้เข้าสู่ระบบมณฑล เทศาภิบาล หลวงภักดีณรงค์มาเป็นข้าหลวงกำกับราชการเมืองอุบลราชธานีอยู่หลายปี จนได้เลื่อนยศเป็นพระยาศรีสิงห์เทพ และต่อจากนั้นมาก็มีผู้กำกับราชการแผ่นดินหัวเมืองลาวมาอีกหลายคน
พ.ศ. ๒๔๓๔ได้มีการแบ่งการปกครองหัวเมืองอีสาน ออกเป็น ๔กลุ่ม แต่ละกลุ่มให้มีข้าหลวงต่างพระองค์จากพระราชสำนักมาปกครอง ดังนี้
กลุ่มที่ ๑ หัวเมือง มณฑลลาวกาว มีเมืองอุบลราชธานีเป็นเมืองเอก ให้กรมหมื่นพิชิตปรีชากรเสด็จขึ้นมาเป็นข้าหลวงสำเร็จราชการต่างพระองค์
กลุ่มที่ ๒ หัวเมือง มณฑลลาวพวน มีเมืองหนองคายเป็นเมืองเอกให้กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคมเสด็จขึ้นมาเป็นข้าหลวงต่างพระองค์
กลุ่มที่ ๓ หัวเมือง มณฑลลาวพุงขาว มีเมืองหลวงพระบางราชธานีเป็นเมืองเอก ให้กรมหมื่นสรรพสิทธิ์ประสงค์ เสด็จขึ้นไปเป็นข้าหลวงต่างพระองค์ แต่ยังไม่ได้เดินทางก็เปลี่ยนแปลงใหม่
กลุ่มที่ ๔ หัวเมือง มณฑลลาวกลาง มีเมืองนครราชสีมาเป็นเมืองเอก ให้พระพิเรนทรเทพ ขึ้นมาเป็นข้าหลวงต่างพระองค์
พ.ศ. ๒๔๓๕ (ร.ศ. ๑๑๒) เกิดกรณีวิกฤตการณ์ฝรั่งเศสสยาม เกิดรบกันตามชายแดนไทยกับ ฝรั่งเศส อินโดจีน ญวน ในที่สุดไทยต้องเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส ตามสัญญาสงบศึกเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๕ ทรงโปรดเกล้าฯให้กรมหมื่นพิชิตปรีชากรเสด็จกลับคืนกรุงเทพมหานคร และโปรดเกล้าฯให้กรมหมื่นสรรพสิทธิ์ประสงค์ เสด็จขึ้นมาเป็นข้าหลวงกำกับราชการต่างพระองค์ที่เมืองอุบลราชธานี ได้มีการเปลี่ยนชื่อหัวเมืองมณฑลลาวทั้ง ๔ นั้นเสียใหม่ โดยให้เรียกชื่อ มณฑลลาวกาว เป็นมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ มณฑลลาวพวน เป็นมณฑลอุดร มณฑลลาวกลาง เป็นมณฑลนครราชสีมา
พ.ศ. ๒๔๔๓ เกิดกบฏผีบาปผีบุญในมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีผู้อ้างตนเป็นผู้มีบุญจะมาปราบยุคเข็ญ เมื่อมีผู้หลงเชื่อเข้าเป็นสมัครพรรคพวกมากก็กำเริบจะยกมาตีเมือง อุบลราชธานี กรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์จึงให้ปราบปรามและจับได้พรรคพวกของผีบุญผีบาปมาลง โทษ ตามพระราชกำหนดกฎหมาย บ้านเมืองจึงสงบเรียบร้อย พ.ศ. ๒๔๔๗ไทยต้องยกดินแดนอันเป็นเมืองนครจำปาศักดิ์ให้แก่ฝรั่งเศส นครจำปาศักดิ์จึงตกไปอยู่ในปกครองของฝรั่งเศสตั้งแต่นั้นมา
เสด็จในกรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ ได้ทรงแต่งตั้งเชื้อสายเจ้านายเก่า เมืองอุบลราชธานีให้เข้ารับราชการแผ่นดิน ดังนี้
ท้าวโพธิสารเจ้าเสือ เป็นพระอุบลเดชประชารักษ์ ต้นตระกูล ณ อุบล
ท้าวไชยกุมาร (ท้าวกุคำ) เป็นพระอุบลศักดิ์ประชาบาล ต้นตระกูล สุวรรณกูฏ
ท้าวสิทธิสาร (ท้าวบุญชู) เป็นพระอุบลการประชานิตย์ ต้นตระกูล พรหมวงศานนท์
ท้าวบุญเพ็ง เป็น พระอุบลกิจประชากร ต้นตระกูล บุตโรบล
นอกจากนี้ยัง ได้ตั้งท่านผู้มีเชื้อสายเจ้านายเก่าเมืองอุบลราชธานีให้เป็นขุนนางรับ ราชการอีกหลายท่าน และท่านเหล่านั้นก็ได้รับราชการด้วยความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์เจ้าและ แผ่นดินสืบลูกหลานมาได้เปลี่ยนชื่อมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ เป็น มณฑลอีสาน กรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ ประทับเป็นข้าหลวงต่างพระองค์ที่เมืองอุบลราชธานีเป็นเวลานานถึง ๑๗ ปี ได้ชาวเมืองอุบลราชธานีเป็นชายา คือ หม่อมเจียงคำ หม่อมบุญยืน หม่อมปุก หม่อมเมียง หม่อมหอม มีพระโอรสธิดาด้วยกันหลายท่าน เสด็จในกรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ เสด็จกลับกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ก่อนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จสวรรคตเพียง ๕ เดือนเท่านั้น และพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๕ หม่อมอมรวงศ์วิจิตรเป็นข้าหลวงกำกับราชการแทน ท่านผู้นี้อยู่ได้หนึ่งปีก็สิ้นชีพเพราะเป็นไข้มาลาเรีย เนื่องจากตรากตรำไปแบ่งแยกดินแดน เขตเมืองนครจำปาศักดิ์ให้แก่ฝรั่งเศส
รัชกาลที่ ๖
มณฑล อุบลราชธานี ยุบรวมเข้ากับมณฑลอุดรและมณฑลร้อยเอ็ด เป็น “ภาคอีสาน” ในปี พ.ศ.๒๔๕๕ เริ่มสร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ถึงอุบลราชธานี สร้างเส้นทางยุทธศาสตร์สาย ๑๕ (พิบูลมังสาหาร-ช่องเม็ก) ทางหลวงสายแรกในประเทศไทย
รัชกาลที่ ๗
พ.ศ. ๒๔๕๕ ให้แยกมณฑลอีสาน ออกเป็นสองมณฑลคือ มณฑลอุบลราชธานี และมณฑลร้อยเอ็ด ให้พระยาวิเศษสิงห์นาท (ปิ๋ว บุญนาค) มาเป็นเทศาภิบาลมณฑลอุบลราชธานี และต่อมาเลื่อนเป็น พระยาศรีธรรมศกราช พ.ศ.๒๔๕๕ ให้ยุบมณฑลอุบลราชธานี และมณฑลร้อยเอ็ด ให้ตั้งเป็นภาคอีสาน มีสำนักงานภาคอยู่ที่มณฑลอุดรธานี และต่อมาให้ยุบภาคอีสานกลับมาเป็นมณฑลอุบลราชธานี และมณฑลร้อยเอ็ดตามเดิม ก่อนหน้านี้คือ พ.ศ. ๒๔๕๙ ให้เปลี่ยนชื่อคำว่าเมือง เป็น จังหวัด ทุกหัวเมืองทั่วราชอาณาจักร และให้ยุบมณฑลอุบลราชธานี และมณฑลร้อยเอ็ดดังกล่าวแล้วให้โอนไปอยู่ในมณฑลอื่นคือ มณฑลอุบลราชธานีให้ไปรวมอยู่ในมณฑลนครราชสีมา มณฑลร้อยเอ็ดให้ไปขึ้นอยู่กับมณฑลอุดร เมืองอุบลราชธานีจึงเป็น จังหวัดอุบลราชธานี มาแต่บัดนั้น
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นแบบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย ชาวเมืองอุบลต่างตกใจ ต่างเศร้าโศกเสียใจเป็นห่วงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชีนีของตน ต่างภาวนาให้พระองค์ปลอดภัยจากศัตรู
พ.ศ. ๒๔๗๗ มีพระเจ้าแผ่นดินพระองค์น้อย ชาวเมืองอุบลราชธานีต่างมีความชื่นชมเรียกขานว่า “พระเจ้าแผ่นดินน้อย” ต่างหาพระบรมรูปไว้กราบไหว้
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไทยเรียกร้องเอาดินแดนคืนจากฝรั่งเศส อินโดจีน เกิดรบกันขึ้นระหว่างไทยกับอินโดจีน ของฝรั่งเศส ไทยได้รับดินแดนที่เป็นฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงกันข้ามนครหลวงพระบางกลับคืน แต่ไม่นานไทยก็ต้องคืนให้แก่ฝรั่งเศส พ.ศ. ๒๔๘๕ ถึง พ.ศ. ๒๔๘๗ เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา หรือ สงครามมหาสงครามครั้งที่ ๒ ไทยเข้ากับฝ่ายญี่ปุ่น เมื่อแพ้สงครามจึงต้องคืนดินแดนให้แก่ฝรั่งเศสดังกล่าวแล้ว
อุบลราชธานี ศรีวนาไลย ธานีแห่งราชะที่สง่างามท่ามกลางไพรพฤกษ์ ได้สะสมอารยธรรมยุคต่างๆ เอาไว้ ภายใต้สายน้ำแม่มูลที่เป็นเสมือนสายเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนที่เกิดบนแผ่น ดินแห่งนี้ ก่อให้เกิดนักปราชญ์ของแผ่นดิน ผู้รังสรรค์ศิลปวัฒนธรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ อันเป็นมรดกวัฒนธรรมอันล้ำค่ามากมาย จนได้ชื่อว่าเป็น “ราชธานีแห่งอีสาน”
———————————————-
