<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วัดปากน้ำ หลวงพ่อเงิน 700 ปี ตำบลกุดลาด อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000</title>
	<atom:link href="http://www.watpaknamubon.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.watpaknamubon.com</link>
	<description>www.watpaknamubon.com</description>
	<lastBuildDate>Mon, 26 Dec 2011 15:07:49 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	
		<item>
		<title>ขอเชิญร่วมสวดมนต์ข้ามปี ๒๕๕๔ เข้าสู่ปี ๒๕๕๕ เพื่อความเป็นสิริมงคล</title>
		<link>http://www.watpaknamubon.com/news/prayer-over-the-years.html</link>
		<comments>http://www.watpaknamubon.com/news/prayer-over-the-years.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Dec 2011 14:50:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.watpaknamubon.com/?p=285</guid>
		<description><![CDATA[วัดปากน้ำ (บุ่งสระพัง) จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันที่ 31 ธ.ค. จนลุเข้าศักราชใหม่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ และ จะมีพิธีสวดนพเคราะห์ พร้อมรับผ้ายันต์มงคล และน้ำพระพุทธมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแห่งชีวิต กำหนดการ เวลา ๑๗.๐๐ น. ลงทะเบียนบวชชีพราหมณ์ จารึกชื่อ นามสกุล ของตนเอง และ ญาติ มิตร บนแผ่นดวงบรรจุใต้ฐาน หลวงพ่อเงินเพื่อความ เป็นสิริมงคลสูงสุด เวลา ๑๘.๐๐ น. สวดมนต์ทำวัตรเย็น บูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ เวลา ๒๐.๐๐ น. แสดงพระธรรมเทศนา/บวชชีพราหมณ์ เวลา ๒๑.๐๐ น. พราหมณ์บวงสรวง/จุดเทียนชัย/ เริ่มสวดนพเคราะห์/ สวดมนต์อิติปิโส ๑๐๘ จบ สวดมนต์กำลังวัน หรือสวดตามวันเกิด เวลา ๒๓.๐๐ น. เจริญพระพุทธมนต์]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วัดปากน้ำ (บุ่งสระพัง) จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันที่ 31 ธ.ค. จนลุเข้าศักราชใหม่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ และ จะมีพิธีสวดนพเคราะห์ พร้อมรับผ้ายันต์มงคล และน้ำพระพุทธมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแห่งชีวิต<span id="more-285"></span></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">กำหนดการ</span></strong></p>
<table width="467">
<tbody>
<tr>
<td valign="top" width="103">เวลา ๑๗.๐๐ น.</td>
<td width="396">ลงทะเบียนบวชชีพราหมณ์ จารึกชื่อ นามสกุล ของตนเอง และ<br />
ญาติ มิตร บนแผ่นดวงบรรจุใต้ฐาน หลวงพ่อเงินเพื่อความ<br />
เป็นสิริมงคลสูงสุด</td>
</tr>
<tr>
<td>เวลา ๑๘.๐๐ น.</td>
<td>สวดมนต์ทำวัตรเย็น บูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ</td>
</tr>
<tr>
<td>เวลา ๒๐.๐๐ น.</td>
<td>แสดงพระธรรมเทศนา/บวชชีพราหมณ์</td>
</tr>
<tr>
<td>เวลา ๒๑.๐๐ น.</td>
<td>พราหมณ์บวงสรวง/จุดเทียนชัย/ เริ่มสวดนพเคราะห์/<br />
สวดมนต์อิติปิโส ๑๐๘ จบ สวดมนต์กำลังวัน หรือสวดตามวันเกิด</td>
</tr>
<tr>
<td>เวลา ๒๓.๐๐ น.</td>
<td>เจริญพระพุทธมนต์ สวดไชยน้อย/ลั่นระฆัง/ประธานสงฆ์กล่าวอวยพร</td>
</tr>
<tr>
<td>เวลา ๐๐.๑๐ น.</td>
<td>ปล่อยโคมไฟ ๕๕๕ ดวง/ประพรมน้ำพระพุทธมนต์</td>
</tr>
<tr>
<td>เวลา ๐๐.๓๐ น.</td>
<td>สวดมนต์อิติปิโส ๑๐๘ จบ สวดมนต์กำลังวัน หรือสวดตามวันเกิดไปจนจบ</td>
</tr>
<tr>
<td>เวลา ๐๔.๐๐ น.</td>
<td>ทำวัตรเช้า/กลับบ้าน</td>
</tr>
<tr>
<td>เวลา ๐๗.๐๐ น.</td>
<td>ตักบาตรปีใหม่</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ติดต่อสอบถามรายละเอียด โทร ๐๘๙-๗๒๐-๓๕๒๙</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.watpaknamubon.com/news/prayer-over-the-years.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เปิดรับสมัครการประกวดภาพยนตร์สั้น</title>
		<link>http://www.watpaknamubon.com/news/short-film-competition.html</link>
		<comments>http://www.watpaknamubon.com/news/short-film-competition.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Dec 2011 13:37:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.watpaknamubon.com/?p=277</guid>
		<description><![CDATA[สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ภายใต้การอุปถัมภ์  ของ  เจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช   เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร  ได้จัดโครงการประกวดภาพยนตร์สั้น   &#8220;Jariyatam  Short Film  Project&#8221; หัวข้อ “In love in ธรรม” ชิงโล่ประทาน เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานคณะผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ ที่ได้ดำเนินการ อบรมคุณธรรม จริยธรรม ให้กับพระภิกษุสามเณร  นักเรียน นักศึกษา และประชาชน เสมอมา ด้วยสภาพของสื่อสารมวลชนในปัจจุบัน เป็นภาพที่สังคมกำลังตั้งคำถาม ไม่ว่าความรุนแรง การสร้างพฤติกรรมที่ผิดเพี้ยนไปจาก คุณธรรม จริยธรรม ที่เคย สั่งสมไว้ในประเทศกลุ่มเด็กที่อยากเข้าสู่วงการสื่อสารมวลชน จึงเป็นเป้าหมายในการปลูกฝังความคิดเรื่อง คุณธรรม จริยธรรม เพื่อที่กระตุ้นให้ปลุกฝังความคิดที่จะก้าวเข้าไปสู่วงการสื่อสารมวลชน โดยมีฐานความคิดเรื่อง คุณธรรม จริยธรรมที่ถูกที่ควร ดังนั้นทางสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ โดย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ภายใต้การอุปถัมภ์  ของ  เจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช   เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร  ได้จัดโครงการประกวดภาพยนตร์สั้น   <em>&#8220;Jariyatam  Short Film  Project&#8221; </em>หัวข้อ <em>“In love in ธรรม”</em> ชิงโล่ประทาน เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานคณะผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช<span id="more-277"></span></p>
<p>เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ ที่ได้ดำเนินการ อบรมคุณธรรม จริยธรรม ให้กับพระภิกษุสามเณร  นักเรียน นักศึกษา และประชาชน เสมอมา ด้วยสภาพของสื่อสารมวลชนในปัจจุบัน เป็นภาพที่สังคมกำลังตั้งคำถาม ไม่ว่าความรุนแรง การสร้างพฤติกรรมที่ผิดเพี้ยนไปจาก คุณธรรม จริยธรรม ที่เคย สั่งสมไว้ในประเทศกลุ่มเด็กที่อยากเข้าสู่วงการสื่อสารมวลชน จึงเป็นเป้าหมายในการปลูกฝังความคิดเรื่อง คุณธรรม จริยธรรม เพื่อที่กระตุ้นให้ปลุกฝังความคิดที่จะก้าวเข้าไปสู่วงการสื่อสารมวลชน โดยมีฐานความคิดเรื่อง คุณธรรม จริยธรรมที่ถูกที่ควร</p>
<p>ดังนั้นทางสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ โดย พระวิจิตรธรรมาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกส ได้มีความคิดริเร่ิม จะให้เกิดงานประกวดภาพยนตร์สั้นเพื่อให้การเรียนรู้ สร้างความประทับใจ และเป็นฐานความคิดที่ดี ให้กับกลุ่มเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ก้าวเข้าสู่สังคมพัฒนาชาติ และเป็นพื้นฐานในการจัดการประกวด ภาพยนตร์สั้น ที่เกี่ยวข้องกับ คุณธรรม จริยธรรม ระดับโลกที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ในอนาคต</p>
<p><span style="text-decoration: underline; color: #000000;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>คุณสมบัติผู้สมัคร</strong></span></span></p>
<p>- ประเภทนักเรียน เป็นนักเรียน ที่อยู่ระดับมัธยมศึกษา</p>
<p>- ประเภทนักศึกษา นิสิตนักศึกษา ระดับอุดมศึกษา อายุไม่เกิน 25 ปี</p>
<p>ทั้ง 2 กลุ่มต้องมีอาจารย์(ครู)ที่ปรึกษากลุ่ม และถ้ายังไม่บรรลุนิติภาวะต้องมีคำยินยอมจากผู้ปกครองในการร่วม อบรมกับโครงการ</p>
<p>ขั้นตอน และกติกา การประกวดภาพยนตร์สั้น</p>
<p>1. การสมัคร</p>
<p>• สมัครเป็นทีมๆ ละ 5 คน (ภายในวันที่ 20 มกราคม 2555)</p>
<p>• ส่งใบสมัครการประกวดหนังสั้น พร้อมเอกสารของผู้สมัครทุกคนดังนี้</p>
<p>1. สำเนาบัตรประจำตัวนักเรียน นิสิตนักศึกษา1 ใบ</p>
<p>2. โครงเรื่องย่อที่จะสร้าง (Synopsis) ความยาวไม่เกิน 1 หน้ากระดาษ</p>
<p>3. เอกสารอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ</p>
<p>4. สามารถร่วมอบรมได้ ระหว่าง 4-5 กุมภาพันธ์ 2555</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #000000; text-decoration: underline;">วิธีการส่งผลงาน</span></span></strong></p>
<p>1. ส่งใบสมัครได้ที่ jariyatamshortfilm@gmail.com</p>
<p>2. ส่งผลงานด้วยตัวเองที่ สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์</p>
<p>2. การคัดเลือก คณะกรรมการ จะทำการคัดเลือกจากผู้สมัคร เพื่อติดต่อยืนยันการสมัครและการเข้าร่วมอบรมตามกำหนดวัน และเวลา ( 4-5 กุมภาพันธ์ 2555)</p>
<p>เนื้อหาที่อบรม</p>
<p>• ทุกทีมที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับให้ความรู้ในเรื่อง คุณธรรม จริยธรรม โดยคณะสงฆ์ โครงการเพื่อชีวิตที่ดีงาม</p>
<p>• ทุกทีมจะได้รับความรู้พื้นฐานด้านการผลิตภาพยนตร์ จาก ทีมงานที่มีประสบการณ์</p>
<p>3. ทีมที่ผ่านการคัดเลือก หลังจากอบรม จะมีเวลาผลิต ประมาณ 1 เดือน พร้อมทั้งงบประมาณ สำหรับการดำเนินงาน ทีมละ 5,000 บาท</p>
<p>4. ส่งผลงานหนังสั้นในรูปแบบ DVD ความยาวไม่ควรเกิน 10 นาที ก่อนวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555</p>
<p>5. ประกาศผลการคัดเลือกจากผลงานภาพยนตร์สั้นในรอบสุดท้าย (โดยนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555)</p>
<p>6. ผลงานของ ทุกทีมจะได้รับการเผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป</p>
<p>ในการประชาสัมพันธ์ผลงาน ทางสำนักงานจะประสานทีมงานเพื่อเชิญทีมงานเข้าร่วมกิจกรรมเพื่องานประชาสัมพันธ์ แล้วแต่ความเหมาะสม</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #000000; text-decoration: underline;">เงื่อนไขในการส่งเนื้อหาและผลงาน</span></span></strong></p>
<p>• สามารถตั้งชื่อเรื่องตามความเหมาะสม และต้องสอดคล้องกับหัวข้อ (Theme) และเนื้อหา(สามารถเปลี่ยนแปลงได้หลังการอบรม)</p>
<p>• การผลิตภาพยนตร์สั้นของทีมผู้ส่งเข้าประกวด ต้องเป็นผู้เตรียมอุปกรณ์การผลิต และดำเนินการผลิตเอง โดยส่งเข้าประกวดในนามกลุ่ม 5 คน</p>
<p>• ทุกทีมที่ผ่านการคัดเลือกต้องเข้าร่วมในวันอบรมหลักสูตรการผลิตหนังสั้น</p>
<p>• คณะกรรมการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่คืนผลงาน และสามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ในการรณรงค์ หรือการพัฒนาได้</p>
<p>หลักเกณฑ์ในการตัดสินคะแนน 100 คะแนน</p>
<p>1. แนวคิดในการนำเสนอ 10 %</p>
<p>2. เนื้อหา 40 %</p>
<p>3. ความคิดเชิงสร้างสรรค์ 40%</p>
<p>4. เทคนิคการนำเสนอ 10 %</p>
<p>คณะกรรมการในการตัดสิน</p>
<p>• ผู้ทรงคุณวุฒิจาก สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม ฯ</p>
<p>• ผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้ควบคุมการผลิตที่มีชื่อเสียงในวงการภาพยนตร์</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ประเภทรางวัล แบ่งรางวัลเป็น 2 ประเภท ดังนี้</strong></span></p>
<p>1. รางวัลชนะเลิศ ระดับอุดมศึกษา รางวัลชิงโล่ห์ประทาน เจ้าประคุณสมเด็จพระ พุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานคณะผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และทุนการศึกษา 30,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ</p>
<p>2. รางวัลรองชนะเลิศ ระดับอุดมศึกษา ทุนการศึกษา 20,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ</p>
<p>1. รางวัลชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษา รางวัลชิงโล่ห์ประทาน เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานคณะผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และทุนการศึกษา 20,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ</p>
<p>2. รางวัลรองชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษา ทุนการศึกษา 10,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ</p>
<p>3. รางวัลขวัญใจท่านเจ้าคุณ ทุนการศึกษา 5,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ</p>
<p>ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร โทร 026212280<br />
<em></em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.watpaknamubon.com/news/short-film-competition.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ศูนย์ช่วยเหลือวัดและผู้ประสบภัยน้ำท่วมของคณะสงฆ์ ที่จังหวัดอุบลราชธานี</title>
		<link>http://www.watpaknamubon.com/news/help-flood-ubon.html</link>
		<comments>http://www.watpaknamubon.com/news/help-flood-ubon.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Sep 2011 06:58:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.watpaknamubon.com/?p=261</guid>
		<description><![CDATA[เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร  มีความเมตตาห่วงใย  พระภิกษุสามเณรและผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมได้มีบัญชาให้  &#8220;พระธรรมสิทธินายก เจ้าคณะภาค ๑๐&#8221;   จัดตั้ง    &#8220;ศูนย์ช่วยเหลือวัด และ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมของคณะสงฆ์&#8221; จังหวัดอุบลราชธานี ณ  วัดปากน้ำ(บุ่งสระพัง)  ตำบลกุดลาด  อำเภอเมือง  จังหวัดอุบลราชธานี  เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ครั้งนี้พระปัญญาวชิราภรณ์  ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร  ได้เป็นตัวแทนของพระธรรมสิทธินายก เชิญร่วมบริจาคสิ่งของได้ที่ พระมหาวิมาน กนฺตสีโล เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ โทร 089-720-3529 หรือ บริจาคผ่านบัญชี ธนาคารทหารไทย สาขาพรหมราช เลขที่บัญชี 513-2-11643-4 ชื่อบัญชี  &#8220;กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมคณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานี&#8221; &#160; ภาพบรรยากาศ [nggallery id=6]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff0000;"><em><strong>เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโณ) </strong></em></span>ประธานผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร  มีความเมตตาห่วงใย  พระภิกษุสามเณรและผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมได้มีบัญชาให้  &#8220;พระธรรมสิทธินายก เจ้าคณะภาค ๑๐&#8221;   จัดตั้ง    &#8220;ศูนย์ช่วยเหลือวัด และ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมของคณะสงฆ์&#8221; จังหวัดอุบลราชธานี ณ  วัดปากน้ำ(บุ่งสระพัง)  ตำบลกุดลาด  อำเภอเมือง  จังหวัดอุบลราชธานี  เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ครั้งนี้พระปัญญาวชิราภรณ์  ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร  ได้เป็นตัวแทนของพระธรรมสิทธินายก<span id="more-261"></span></p>
<blockquote><p><span style="color: #ff0000;">เชิญร่วมบริจาคสิ่งของได้ที่</span><br />
<span style="color: #ff0000;"> พระมหาวิมาน กนฺตสีโล เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ โทร<strong> 089-720-3529</strong></span><br />
<span style="color: #ff0000;"> หรือ บริจาคผ่านบัญชี <strong>ธนาคารทหารไทย สาขาพรหมราช เลขที่บัญชี</strong> <strong>513-2-11643-4</strong></span><br />
<span style="color: #ff0000;"> ชื่อบัญชี  &#8220;กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมคณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานี&#8221;</span></p></blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<p>ภาพบรรยากาศ</p>
<p>[nggallery id=6]</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.watpaknamubon.com/news/help-flood-ubon.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พิธีมอบสิ่งของเพื่อถวายพระสงฆ์ และช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์</title>
		<link>http://www.watpaknamubon.com/news/help-flood.html</link>
		<comments>http://www.watpaknamubon.com/news/help-flood.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Sep 2011 12:13:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.watpaknamubon.com/?p=252</guid>
		<description><![CDATA[พิธีมอบสิ่งของเพื่อถวายพระสงฆ์ และช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเจ้าประคุณสมเด็จสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)   ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๔  เวลา ๑๒.๐๐ น.   คุณสันติ คุณอรุณี ภิรมย์ภักดี บริษัท  บุญรอดบริวเวอรี่  จำกัด ถวายน้ำดื่มสิงห์ ๓๕๐,๐๐๐ ลิตร ข้าวสารตรา พันดี จำนวน ๒๗ ตัน และเงินสดจำนวน ๑,๑๑๐,๐๐๐ ล้านหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นบาท แด่ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  ต่อมาเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์  มอบเครื่องอุปโภค บริโภค ยารักษาโรค และเงินสด แก่นายแพทย์ สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  นาย นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำหรับวัดที่ประสบภัยอุทกภัยขั้นวิกฤต ที่จะจัดส่งเครื่องอุปโภค บริโภค ไปถวายในเบื่องต้น ๑๐ จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสิงห์บุรี]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พิธีมอบสิ่งของเพื่อถวายพระสงฆ์ และช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเจ้าประคุณสมเด็จสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)   ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๔  เวลา ๑๒.๐๐ น.   คุณสันติ คุณอรุณี ภิรมย์ภักดี บริษัท  บุญรอดบริวเวอรี่  จำกัด ถวายน้ำดื่มสิงห์ ๓๕๐,๐๐๐ ลิตร ข้าวสารตรา พันดี จำนวน ๒๗ ตัน และเงินสดจำนวน ๑,๑๑๐,๐๐๐ ล้านหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นบาท แด่ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช <span id="more-252"></span></p>
<p>ต่อมาเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์  มอบเครื่องอุปโภค บริโภค ยารักษาโรค และเงินสด แก่นายแพทย์ สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  นาย นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำหรับวัดที่ประสบภัยอุทกภัยขั้นวิกฤต ที่จะจัดส่งเครื่องอุปโภค บริโภค ไปถวายในเบื่องต้น ๑๐ จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดอ่างทอง จังหวัดลพบุรี จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน ๕๕๓ วัด</p>
<p style="text-align: center;"> &#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p>ภาพบรรยากาศการมอบสิ่งของ และ หลวงพ่อเจ้าประคุณสมเด็จฯ  ได้ไปเยี่ยมวัดต่างๆในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมทั้งมอบสิ่งของอุปโภค บริโภค สิ่งของที่จำเป็น แก่พระภิกษุสามเณร</p>
<p>[nggallery id=5]</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.watpaknamubon.com/news/help-flood.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัดสระเกศ จัดตั้ง ศูนย์ช่วยเหลือวัดและผู้ประสบภัยน้ำท่วมของคณะสงฆ์</title>
		<link>http://www.watpaknamubon.com/news/flood-help.html</link>
		<comments>http://www.watpaknamubon.com/news/flood-help.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Sep 2011 14:11:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.watpaknamubon.com/?p=242</guid>
		<description><![CDATA[วัดสระเกศ จัดตั้ง ศูนย์ช่วยเหลือวัดและผู้ประสบภัยน้ำท่วมของคณะสงฆ์ โดยการอุปถัมภ์ของ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ร่วมบริจาคได้ที่ สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ศาลาเฉลิมพระเกียรติ (บริเวณภูเขาทอง) หรือบริจาค ผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย  ชื่อบัญชี กองทุนช่วยเหลือวัดและผู้ประสบอุทกภัย โดยวัดสระเกศ เลขที่บัญชี 387-0-06066-2 โดยมีวัดที่ประสบอุทกภัยจำนวน 972 วัด และมีพระภิกษุสามเณรที่ประสบความเดือดร้อน จำนวน 9,192 รูป  ติดต่อสอบถามได้ที่ โทร.0-2621-2280 08-5494-7432 โทรสาร.0-2621-1861 หรือ www.jariyatam.com โดยทางวัดจะปล่อยขบวนรถออกไปช่วยเหลือรอบแรกในวันจันทร์ ที่ 19 กันยายนนี้ เวลา 12.00 น.]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #ff0000;"><em>วัดสระเกศ</em></span></strong> จัดตั้ง ศูนย์ช่วยเหลือวัดและผู้ประสบภัยน้ำท่วมของคณะสงฆ์ โดยการอุปถัมภ์ของ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ร่วมบริจาคได้ที่ สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ศาลาเฉลิมพระเกียรติ (บริเวณภูเขาทอง) หรือบริจาค ผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย  ชื่อบัญชี <span style="color: #ff0000;"><em>กองทุนช่วยเหลือวัดและผู้ประสบอุทกภัย โดยวัดสระเกศ</em></span> เลขที่บัญชี <span style="color: #ff0000;"><em>387-0-06066-2<span id="more-242"></span></em></span></p>
<p>โดยมีวัดที่ประสบอุทกภัยจำนวน 972 วัด และมีพระภิกษุสามเณรที่ประสบความเดือดร้อน จำนวน 9,192 รูป  ติดต่อสอบถามได้ที่ โทร.0-2621-2280 08-5494-7432 โทรสาร.0-2621-1861 หรือ www.jariyatam.com<br />
โดยทางวัดจะปล่อยขบวนรถออกไปช่วยเหลือรอบแรกในวันจันทร์ ที่ 19 กันยายนนี้ เวลา 12.00 น.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.watpaknamubon.com/news/flood-help.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัดมณีวนาราม</title>
		<link>http://www.watpaknamubon.com/9_wat_ubon/wat-pha-noi-ubon.html</link>
		<comments>http://www.watpaknamubon.com/9_wat_ubon/wat-pha-noi-ubon.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Sep 2011 13:24:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไหว้พระ 9 วัด จังหวัดอุบล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.watpaknamubon.com/?p=216</guid>
		<description><![CDATA[วัดมณีวนาราม ( วัดป่าน้อย ) ตั้งอยู่ที่ถนนหลวง อยู่ระหว่าง วัดมหาวนาราม กับ วัดทุ่งศรีเมือง สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.2332 ผู้สร้างคือ อุปฮาดก่ำ โอรสพระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) และ มีพระคู่บ้านคู่ เมือง คู่ อุบลราชธานี อีกองค์ นั่นคือ พระแก้วโกเมน เป็นพระบูชาปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก กว้าง 4 นิ้ว สูงประมาณ 5 นิ้ว สันนิษฐานว่า พระแก้วโกเมน องค์นี้ ได้อุบัติขึ้นมาพร้อมกับ พระแก้วบุษราคัม ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วัดศรีอุบลรัตนาราม พระแก้วโกเมน เป็นพระพุทธรูปอัญมณีในตระกูล &#8220;นพรัตนชาติ&#8221; คือ แก้วเก้าประการ อันได้แก่ สีขาวผ่องเพชรดี ทับทิมสีมณีแดง เขียวใสแสงมรกต เหลือใสสดบุษราคัม แดงแก่ก่ำโกเมนเอก สิมวัดมณีวนารามหรือวัดป่าน้อย เป็นสถาปัตยกรรมอีสานผสมช่างเมืองหลวง คล้ายคลึงกับหอไตรวัดทุ่งศรีเมือง คือส่วนล่างเป็นแบบพื้นบ้าน ส่วนบนเป็นแบบเมืองหลวงสีหมอกเมฆนิลกาฬ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="text-decoration: underline; color: #ff0000;"><strong>วัดมณีวนาราม ( วัดป่าน้อย )</strong></span> ตั้งอยู่ที่ถนนหลวง อยู่ระหว่าง วัดมหาวนาราม กับ วัดทุ่งศรีเมือง สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.2332 ผู้สร้างคือ อุปฮาดก่ำ โอรสพระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) และ มีพระคู่บ้านคู่ เมือง คู่ อุบลราชธานี อีกองค์ นั่นคือ พระแก้วโกเมน เป็นพระบูชาปางมารวิชัย<span id="more-216"></span> ขนาดหน้าตัก กว้าง 4 นิ้ว สูงประมาณ 5 นิ้ว สันนิษฐานว่า พระแก้วโกเมน องค์นี้ ได้อุบัติขึ้นมาพร้อมกับ พระแก้วบุษราคัม ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วัดศรีอุบลรัตนาราม พระแก้วโกเมน เป็นพระพุทธรูปอัญมณีในตระกูล &#8220;นพรัตนชาติ&#8221; คือ แก้วเก้าประการ อันได้แก่ สีขาวผ่องเพชรดี ทับทิมสีมณีแดง เขียวใสแสงมรกต เหลือใสสดบุษราคัม แดงแก่ก่ำโกเมนเอก</p>
<p>สิมวัดมณีวนารามหรือวัดป่าน้อย เป็นสถาปัตยกรรมอีสานผสมช่างเมืองหลวง คล้ายคลึงกับหอไตรวัดทุ่งศรีเมือง คือส่วนล่างเป็นแบบพื้นบ้าน ส่วนบนเป็นแบบเมืองหลวงสีหมอกเมฆนิลกาฬ มุกดาหารหมอกมัว แดงสลัวเพทาย สังวาลย์สายไพฑูรย์ คณะกรรมการวัดมณีวนาราม ได้อัญเชิญพระแก้วโกเมน ลงมาประดิษฐานให้ พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชาและสรงน้ำ ในเทศกาลวันวิสาขบูชา เพื่อเป็นสิริมงคลทุกปี พระแก้วโกเมน เป็น พระบูชาปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก กว้าง ๔ นิ้ว สูงประมาณ ๕ นิ้วสันนิษฐานกันว่าอุบัติขึ้นมาพร้อมกับ พระแก้วบุษราคัม ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วัดศรีอุบลรัตนาราม พระแก้วโกเมน เป็น พระพุทธรูปอัญมณีตระกูล <span style="color: #ff0000;"><em>“นพรัตนชาติ”</em></span> แก้วเก้าประการอันได้แก่ สีขาวผ่องเพชรดี ทับทิมสีมณีแดง เขียวใสแสงมรกต เหลืองใสสดบุษราคัม แดงแก่ก่ำโกเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาฬมุกดาหารหมอกมัว แดงสลัวเพทาย สังวาลสายไพฑูรย์</p>
<p>เมื่อ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไทยมีสงครามกับเวียงจันทน์ ผู้รักษาการบ้านเมืองและทายกทายิกา ได้พากันนำ พระแก้วโกเมน ไปรักษาไว้อย่างดีที่ วัดบ้านกุดละงุม อำเภอวารินชำราบ ปัจจุบัน และคณะผู้รักษา พระแก้วโกเมน ได้นำท่อนไม้จันทร์มาทำเป็นผอบใหญ่ คว่ำองค์พระพุทธรูปไว้ ด้วยเกรงว่าข้าศึกจะแย่งชิงไป ครั้งเมื่อศึกสงบลงจึงได้นำ พระแก้วโกเมนมา ประดิษฐานไว้ ณ วัดมณีวนาราม ซึ่งเจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัดเก็บรักษาไว้เป็นความลับสืบต่อกันมา</p>
<p>การที่นำผอบไม้จันทน์ไปคว่ำ (หรือ ครอบ) พระแก้วไว้นั้น ภาษาอีสานเรียกว่า “งุม” วัดซึ่งเป็นที่เก็บรักษาพระแก้วโกเมนครั้งนั้น จึงเรียกว่า “ วัดกุดละงุม ” มาจนปัจจุบัน พระแก้วโกเมน พระพุทธรูปอัญมณีศักดิ์สิทธิ์ ของ วัดมณีวนารามหรือ วัดป่าน้อย ทั้งนี้เนื่องด้วย พระแก้วโกเมน เป็นพระพุทธรูปที่มีค่าหาได้ยากยิ่งเกรงจะสูญหาย จึงหวงแหนด้วยความห่วงใย พระเดชพระคุณเจ้าอาวาส วัดมณีวนาราม ที่ผ่านมาทุกรูป จึงเก็บรักษา พระแก้วโกเมน ไว้ในตู้นิรภัยตลอดมา</p>
<p>ครั้งเมื่อสิ้นสมัยหลวงปู่พระธรรมเสนานี (กิ่ง มหับผโล) คณะกรรมการ วัดมณีวนาราม จึงขออนุญาตนำ พระแก้วโกเมน ลงมาประดิษฐานให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชา และสรงน้ำใน เทศกาลวันวิสาขบูชา เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนและครอบครัว และได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน  พระแก้วโกเมน แห่งวัดมณีวนาราม หรือ วัดป่าน้อย ถือว่าเป็นพระคู่บ้าน คู่เมือง ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ เรื่องราวต่าง ๆ ใน อดีตของจังหวัดอุบลราชธานี , วัดมณีวนาราม ตั้งอยู่ ฝั่งตรงข้ามกับ วัดทุ่งศรีเมืองหากแวะเที่ยวชม วัดมณีวนารามแห่งนี้แล้วสามารถแวะเที่ยวชม หอไตร ที่วัดทุ่งศรีเมือง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่สำคัญอีกแห่งของ อุบลราชธานี</p>
<p style="text-align: center;">************************************</p>
<p style="text-align: left;">ข้อมูลจาก : <a title="http://www.southlaostour.com" href="http://www.southlaostour.com">http://www.southlaostour.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.watpaknamubon.com/9_wat_ubon/wat-pha-noi-ubon.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัดมหาวนาราม</title>
		<link>http://www.watpaknamubon.com/9_wat_ubon/wat-pha-yai-ubon.html</link>
		<comments>http://www.watpaknamubon.com/9_wat_ubon/wat-pha-yai-ubon.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Sep 2011 13:17:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไหว้พระ 9 วัด จังหวัดอุบล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.watpaknamubon.com/?p=211</guid>
		<description><![CDATA[วัดป่าใหญ่ พระเจ้าใหญอินแปลง หรือชื่อเป็นทางการ ว่า วัดมหาวนาราม  หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกอย่างคุ้นเคยว่า &#8221; วัดป่าใหญ่ &#8221; ตั้งอยู่บนถนนสรรพสิทธิ์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เป็น วัดเก่าแก่ คู่บ้าน คู่เมือง มากับการก่อตั้ง จังหวัดอุบลราชธานี ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปองค์ประธานชื่อ &#8220;พระเจ้าใหญ่อินแปลง&#8221; เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ก่ออิฐถือปูน พร้อมกับลงรักปิดทอง ลักษณะองค์พระเป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบลาว หน้าตักกว้างประมาณ 3 เมตร สูงจากเรือนแท่นถึงเปลวพระโมลี 5 เมตร ประวัติเล่าสืบต่อกันของพระพุทธรูปองค์นี้ &#8221; พระเจ้าใหญ่องค์แปลง &#8221; มีมากมาย ตั้งแต่การสร้าง ว่า พระเจ้าใหญ่อินแปลง มีอยู่ด้วยกัน 3 องค์ โดยองค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ที่ วัดอินทร์แปลงมหาวิหาร นครเวียงจันทน์ ประเทศลาว ปัจจุบันมีอายุประมาณพันกว่าปี พระพุทธรูปอีกองค์ ประดิษฐานอยู่ที่วัดอินแปลง อ.เมือง จ.นครพนม ซึ่งก็มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระเจ้าใหญ่อินแปลง วัดอินทร์แปลงมหาวิหาร ประเทศลาว ส่วนองค์สุดท้าย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วัดป่าใหญ่ พระเจ้าใหญอินแปลง </strong>หรือชื่อเป็นทางการ ว่า วัดมหาวนาราม  หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกอย่างคุ้นเคยว่า &#8221; วัดป่าใหญ่ &#8221; ตั้งอยู่บนถนนสรรพสิทธิ์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เป็น วัดเก่าแก่ คู่บ้าน คู่เมือง มากับการก่อตั้ง จังหวัดอุบลราชธานี ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปองค์ประธานชื่อ &#8220;พระเจ้าใหญ่อินแปลง&#8221; เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย<span id="more-211"></span> ก่ออิฐถือปูน พร้อมกับลงรักปิดทอง ลักษณะองค์พระเป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบลาว หน้าตักกว้างประมาณ 3 เมตร สูงจากเรือนแท่นถึงเปลวพระโมลี 5 เมตร<strong></strong></p>
<p>ประวัติเล่าสืบต่อกันของพระพุทธรูปองค์นี้ &#8221; <strong>พระเจ้าใหญ่องค์แปลง</strong> &#8221; มีมากมาย ตั้งแต่การสร้าง ว่า พระเจ้าใหญ่อินแปลง มีอยู่ด้วยกัน 3 องค์ โดยองค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ที่ วัดอินทร์แปลงมหาวิหาร นครเวียงจันทน์ ประเทศลาว ปัจจุบันมีอายุประมาณพันกว่าปี พระพุทธรูปอีกองค์ ประดิษฐานอยู่ที่วัดอินแปลง อ.เมือง จ.นครพนม ซึ่งก็มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระเจ้าใหญ่อินแปลง วัดอินทร์แปลงมหาวิหาร ประเทศลาว</p>
<p>ส่วนองค์สุดท้าย คือ พระเจ้าใหญ่อินแปลง ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ วัดมหาวนาราม จ.อุบลราชธานี และมีอายุเกือบสองร้อยปีแล้ว สำหรับประเพณีปฏิบัติต่อพระพุทธรูปองค์นี้ ในวันเพ็ญเดือน 5 หรือในเดือนเมษายนของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตร เทศน์มหาชาติชาดก และสรงน้ำปิดทองพระเจ้าใหญ่อินแปลง การสร้าง พระเจ้าใหญ่อินแปลง เกิดขึ้นหลังจาก พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ หรือ ท้าวคำผง ได้ก่อสร้าง เมืองอุบลราชธานี ที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำมูล พร้อมได้ก่อสร้าง วัดที่ริมฝั่งแม่น้ำมูล โดยวัดแห่งแรกของจังหวัดมีชื่อว่า &#8220;วัดหลวง&#8221; เพื่อให้เป็นสถานที่ใช้ทำบุญทำกุศลของประชาชนทั่วไป</p>
<p>ภายหลังก่อสร้าง วัดหลวง เสร็จสมบูรณ์ พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ ได้นิมนต์ พระธรรมโชติวงศา ซึ่งเป็นพระมหาเถระ สายวิปัสสนากรรมฐาน พร้อมพระภิกษุสามเณรมาอยู่จำพรรษาสนองศรัทธาของประชาชน  แต่เมื่อพระธรรมโชติวงศาเข้ามาจำพรรษาเล็งเห็นว่า วัดหลวง แห่งนี้เป็นวัดบ้าน หรือ &#8220;ฝ่ายคามวาสี&#8221; ตั้งอยู่กลางใจเมืองไม่เหมาะแก่การปฏิบัติสมณธรรมวิปัสสนากรรมฐาน จึงได้แสวงหาสถานที่ปฏิบัติธรรมเจริญวิปัสสนากรรมฐานใหม่ โดยพิจารณาเห็นว่า ป่าดงอู่ผึ้ง ห่างจาก วัดหลวง ไปทางทิศเหนือประมาณ 100 เส้น มีหนองน้ำชื่อ หนองสะพัง เป็นสถานที่สงบวิเวกเหมาะแก่การตั้งเป็นสำนักสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน หรือ &#8220;ฝ่ายอรัญญาวาสี&#8221; จึงได้ก่อตั้งขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ให้ชื่อว่า &#8221; วัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์ &#8221; คู่กับ วัดหลวง</p>
<p>แต่ยังไม่ทันได้ตั้งเป็นวัดให้สมบูรณ์เรียบร้อย พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ ผู้เป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานีคนแรก ก็ถึงแก่อนิจกรรมลงเมื่อ พ.ศ.2323 กระทั่งเจ้าเมืองคนที่ 2 คือ พระพรหมวรราชสุริยวงศ์ หรือ ท้าวทิดพรหม ได้มาก่อสร้างวิหาร ใน วัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์ เมื่อ พ.ศ.2348 และปี พ.ศ.2350 ได้ยกฐานะขึ้นเป็นวัดประจำเจ้าเมืองคนที่สอง และให้ชื่อว่าวัดป่าหลวงมณีโชติ แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดหนองตะพัง หรือ หนองสระพัง ตามชื่อหนองน้ำที่อยู่ใกล้เคียง โดยมี พระมหาราชครูศรีสัทธรรมวงศา เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก และ พระมหาราชครูศรีสัทธรรมวงศา เป็นผู้สร้างพระพุทธรูป &#8221; พระอินแปง &#8221; หรือ พระเจ้าใหญ่อินแปลงองค์ ปัจจุบันเป็น พระประธาน ประจำ วัดป่าใหญ่ แห่งนี้ ส่วนชื่อวัดได้มีการเปลี่ยนชื่อวัดรวม 2 ครั้ง เป็น วัดมหาวัน และเปลี่ยนตามสมัยนิยมอีกครั้งชื่อว่า &#8220;วัดมหาวนาราม&#8221; แต่ความหมายของชื่อก็ยังคงเดิมคือแปลว่า &#8221; วัดป่าใหญ่ &#8221; ส่วนพระพุทธรูป &#8220;พระเจ้าใหญ่อินแปลง&#8221; หลังก่อสร้างเสร็จก็ได้รับความเคารพบูชาจากชาวเมืองมาโดยตลอด</p>
<p>โดยเฉพาะในอดีตเมื่อมีความขัดแย้งกันขึ้น หรือเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ชาวเมืองก็จะชวนกันมาสาบานต่อหน้าองค์พระเจ้าใหญ่อินแปลง เพราะต่างเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน หากใครไม่ทำตามที่ได้ให้คำสัตย์สาบานเอาไว้ ก็จะมีอันเป็นไปต่างๆ นานา รวมทั้งการมาขอพรให้ประสบความสำเร็จในการสอบไล่ หรือในหน้าที่การงาน และความประสบโชคมีสุขในครอบครัว หรือแม้กระทั่งมีสิ่งของสำคัญสูญหายไป จะมาบนบานต่อหน้าองค์พระเจ้าใหญ่อินแปลง เพื่อขอให้ได้สิ่งของที่หายไปกลับคืนมา พระเจ้าใหญ่อินแปลง วัดมหาวนาราม หรือ วัดป่าใหญ่ จึงเป็นที่พึ่งทางจิตใจของชาว จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียงมาต่อเนื่อง</p>
<p>โดยเฉพาะเมื่อมีการเดินทางมารับตำแหน่งใหม่ของข้าราชการทุกระดับชั้น จะต้องมาไหว้กราบนมัสการบอกกล่าวต่อองค์ท่าน เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างราบรื่นปราศจากอุปสรรคใดๆ สำหรับการทำบุญกับ พระเจ้าใหญ่อินแปลง ที่ชาวบ้านนิยมคือ การถวายดอกบัวตูม ธูป และเทียน พร้อมลงรักปิดทองที่ตัวองค์ พระเจ้าใหญ่อินแปลง  และถวายสังฆทาน แต่เนื่องจากอุโบสถที่ใช้ประดิษฐาน พระเจ้าใหญ่อินแปลง เริ่มคับแคบ เพื่อลดความแออัดในการเข้าไปกราบนมัสการ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญ ซึ่งมีประชาชนจากทั่วสารทิศพากันมากราบไหว้จำนวนมาก  ทางวัดได้จัดทำรูปองค์พระเจ้าใหญ่อินแปลงจำลองที่หน้าทางขึ้นอุโบสถ โดยประชาชนที่มากราบไหว้นมัสการขอพร สามารถเลือกที่จะเข้าไปกราบ พระเจ้าใหญ่อินแปลง ในอุโบสถ หรือเลือกกราบ องค์พระ จำลอง พระเจ้าใหญ่อินแปลง ที่สร้างไว้บริเวณทางขึ้นหน้าอุโบสถ.</p>
<p style="text-align: center;">++++++++++++++++++++++++++</p>
<p>ข้อมูลจาก : <a title="http://www.southlaostour.com" href="http://www.southlaostour.com">http://www.southlaostour.com</a></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.watpaknamubon.com/9_wat_ubon/wat-pha-yai-ubon.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัดศรีอุบลรัตนาราม</title>
		<link>http://www.watpaknamubon.com/9_wat_ubon/wat-sri-ubon.html</link>
		<comments>http://www.watpaknamubon.com/9_wat_ubon/wat-sri-ubon.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Sep 2011 13:12:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไหว้พระ 9 วัด จังหวัดอุบล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.watpaknamubon.com/?p=206</guid>
		<description><![CDATA[วัดศรีอุบลรัตนาราม เดิมชื่อวัดศรีทอง , วัดศรีอุบลรัตนาราม ตั้งอยู่ที่ 129 ถนนอุปราช ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี (อยู่ข้างศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีทางด้านทิศใต้ ตรงข้ามศาลหลักเมือง) วัดศรีอุบลรัตนาราม  เป็น วัดธรรมยุติกนิกาย อีก วัดหนึ่ง ในอุบลราชธานี วัดศรีอุบลรัตนาราม สร้างเมื่อพุทธศักราช 2398 ปีเถาะ จุลศักราช 1217 ร.ศ. 78  เป็นปีที่ 5 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4 ) วัดศรีอุบลรัตนาราม นี้มี พระอุโบสถที่สร้างตามแบบ พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร จึงมีลักษณะเด่น ศิลปะทางภาคกลาง ใน ดินแดน อีสาน ที่ วัดศรีอุบลรัตนาราม หรือ วัดศรีทอง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง คือ พระแก้วบุษราคัม สถานที่ตั้งวัดเดิมเป็นสวนของท่านอุปฮาดโท (ต้นตระกูล ณ อุบล) มีศรัทธาบริจาคที่ดินประมาณ 25]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff9900; text-decoration: underline;"><strong>วัดศรีอุบลรัตนาราม</strong></span></span> เดิมชื่อวัดศรีทอง , วัดศรีอุบลรัตนาราม ตั้งอยู่ที่ 129 ถนนอุปราช ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี (อยู่ข้างศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีทางด้านทิศใต้ ตรงข้ามศาลหลักเมือง) วัดศรีอุบลรัตนาราม  เป็น วัดธรรมยุติกนิกาย อีก วัดหนึ่ง ในอุบลราชธานี <span id="more-206"></span>วัดศรีอุบลรัตนาราม สร้างเมื่อพุทธศักราช 2398 ปีเถาะ จุลศักราช 1217 ร.ศ. 78  เป็นปีที่ 5 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4 ) วัดศรีอุบลรัตนาราม นี้มี พระอุโบสถที่สร้างตามแบบ พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร จึงมีลักษณะเด่น ศิลปะทางภาคกลาง ใน ดินแดน อีสาน ที่ วัดศรีอุบลรัตนาราม หรือ วัดศรีทอง</p>
<p>เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง คือ พระแก้วบุษราคัม สถานที่ตั้งวัดเดิมเป็นสวนของท่านอุปฮาดโท (ต้นตระกูล ณ อุบล) มีศรัทธาบริจาคที่ดินประมาณ 25 ไร่ สำหรับสร้าง วัดของ สงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์ใหม่ที่เพิ่งสถาปนาขึ้นในตอนปลายของรัชกาลที่ 3 การถวายที่ดินต่อหน้าพระเถระ ยกให้เป็นสมบัติในพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นที่ตั้งวัด ในยามราตรีของวันนั้น เกิดนิมิตประหลาดขึ้น คือมีแสงสว่างพวยพุ่งขึ้นเป็นสีเหลืองทองภายในบริเวณสวนนั้น จึงได้ถือนิมิตมงคลนี้ตั้งชื่อวัดว่า <em><span style="color: #ff0000;">&#8221; วัดศรีทอง &#8220;</span></em></p>
<p>พร้อมอาราธนา พระเทวธัมมี จาก วัดสุปัฏนาราม มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปแรก เริ่มก่อสร้างกุฏิ วิหาร ศาลการเปรียญ เมื่อปี พ.ศ.2398 ตามประวัติท่าน เทวธัมมี ได้ไปรับการศึกษาพระปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เป็นสามเณร และได้เป็นสัทธิวิหาริกของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อครั้งทรงผนวช จึงได้ถือ ลัทธิธรรมยุติกนิกาย สืบสายมาตั้ง คณะธรรมยุติกนิกาย ที่ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ซึ่งเป็น วัดธรรมยุติกนิกาย แห่งแรกในภาคอีสาน โดยมีท่านพันธุโล (ดี) เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ดังนั้น ท่านเทวธัมมี จึงถือว่าเป็นพระเถระที่มีศักดิ์ใหญ่ เป็นที่เคารพยำเกรงของบรรดาเหล่าพระภิกษุสามเณร ข้าราชการ ตลอดจนประชาชนทั้งหลายในสมัยนั้น</p>
<p>ในยุคสมัยการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วัดศรีอุบลรัตนาราม ใช้เป็นที่ทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา วัดศรีอุบลรัตนาราม ได้รับวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๑ และได้รับพระราชทานยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ หลังจากนั้น วัดศรีอุบลรัตนาราม ก็ได้พระราชทานผ้ากฐินเป็นประจำทุกปี พระเทวธัมมี (ม้าว) เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก (ซึ่งท่านเป็นลัทธิวิหาริกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ เมื่อครั้งทรงผนวชที่วัดบวรนิเวศวิหาร) และท่านได้นำประชาชนสร้างโบสถ์หลังแรกสำเร็จ และได้ขอพระราชทานวิสุงคามสีมาเป็นสำนักอุปสมบทของพระภิกษุ สามเณรทั่วไปโดยเฉพาะผู้ที่อุปสมบทในอุโบสถหลังนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นนาคชัยมีอยู่ ๔ รูปคือ ท่านเจ้าคุณพระอริยกวี (อ่อน) พระอาจารย์สีทา ส่วนรูปที่ ๓ และรูปที่ ๔ ไม่สามารถหาหลักฐานชัดเจนได้</p>
<p>ต่อมาได้เป็นที่บรรพชาอุปสมบทของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจน.โท จันทร์) และท่านธม.มธโร (แสง) ต่อมาในปี พ.ศ.2511 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ เสด็จมาประกอบพิธีฉลองสมโภชฝังลูกนิมิตร และยกช่อฟ้าพระอุโบสถ วัดศรีอุบลรัตนาราม จึงได้ทูลเกล้าถวายพระอุโบสถหลังนี้ ให้อยู่ในพระอุปถัมภ์ของ สมเด็จพระลูกยาเธอเจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เปลี่ยนชื่อจาก วัดศรีทอง เป็น &#8220;วัดศรีอุบลรัตนาราม&#8221; ตามนามขององค์อุปถัมภ์ วัดศรีอุบลรัตนาราม เคยเป็นที่บรรพชาอุปสมบทของพระเถระผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายคันธุระและวิปัสธุระหลาย รูปเช่น พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจันทเถระ, สมเด็จพระมหาวีระวงศ์ ติสสเถระ, พระอาจารย์ทา โชติปาลเถระ, พระอาจารย์เสาร์ กันตสีลเถระ, พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ เป็นต้น</p>
<p>จุดเด่นและปูชนียวัตถุที่สำคัญ พระอุโบสถ วัดศรีอุบลรัตนาราม เป็น พระอุโบสถ ที่สร้างตามแบบ พระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองคือ พระแก้วบุษราคัม ในปี พ.ศ.2511 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ เสด็จมาประกอบพิธีฉลองสมโภชฝังลูกนิมิตร และยกช่อฟ้าพระอุโบสถ วัดศรีอุบลรัตนาราม การก่อสร้างอุโบสถได้รับบริจาคทรัพย์จาก ท่านผู้หญิงตุ่น โกศัลวิตร และได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากสมเด็จพระสังฆราชทั้ง ๒ องค์ ในสมัยนั้นคือ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถระ) วัดสระเกศ เป็นองค์ผูกดวงประทานฤกษ์ และสมเด็จพระสังฆราช จวน อุฏฐายีมหาเถระ เมื่อครั้งดำรงยศเป็นสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดมกุฏกษัตริยาราม เป็นองค์วางศิลากฤษ์ เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๐๘ และทรงเป็นประธานสงฆ์ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาผูกพัทธสีมาอุโบสถ เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๑๑</p>
<p>พระแก้วบุษราคัม พระพุทธรูปคู่บ้านเมืองที่มีมาก่อนตั้ง เมืองอุบลราชธานี สำหรับ พระแก้วบุษราคัม เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปกรรมสมัยเชียงแสน แกะสลักจาก แก้วบุษราคัม ขนาดหน้าตักกว้าง 3 นิ้ว สูง 5 นิ้ว เป็นสมบัติของ เจ้าปางคำ ราชวงศ์จากเมืองเชียงรุ้งแสนหวีฟ้า ที่แตกหนีพวกฮ่อมาจากเมืองเชียงรุ้ง และมาสร้างเมือง นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (จ.หนองบัวลำภู) การมี พระแก้วบุษราคัม มีความเกี่ยวเนื่องกับ พระแก้วมรกต เนื่องด้วยสมัยพระเจ้าพรหมมหาราช แห่งโยนกเชียงแสนนครเงินยางมี พระแก้วมรกต ไว้ในพระนคร ทำให้เจ้านายตามเมืองต่างๆ แสวงหาแก้วมณีมีค่ามาสร้างเป็นพระพุทธปฏิมากรไว้ในนคร เพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาที่ประกอบด้วยแก้ว 3 ประการ คือ พระพุทธรัตนะ, พระธรรมรัตนะ และ พระสังฆรัตนะ ดังนั้นใน ดินแดนสิบสองปันนา ล้านนา ล้านช้าง ซึ่งมีลำธารที่อุดมด้วยรัตนชาติหลากสี จึงมีพระพุทธรูปสร้างด้วยแก้วมณี อาทิ พระเสตังคมณี นครลำปาง, พระแก้วขาว นครเชียงใหม่ และพระแก้วสีเหลืองที่เรียกว่า พระแก้วบุษราคัม ต่อมา พระแก้วบุษราคัม ได้ตกทอดมาถึงพระเจ้าตาผู้เป็นลูกเจ้าปางคำ</p>
<p>และปี พ.ศ.2314 นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน ถูก เจ้าสิริบุญสาร แห่งเวียงจันทน์ยกทัพมาตี พระเจ้าตาถึงอสัญกรรมในสนามรบ เจ้าพระวอ และท้าวคำผงจึงอพยพหนีศึกมาสร้างบ้านที่บ้านดอนมดแดง จ.อุบลราชธานี พร้อมอัญเชิญพระแก้วบุษราคัมมาด้วย และขออยู่ในขันธสีมาเจ้ากรุงธนบุรี โดยสร้างวัดหลวงใช้ประดิษฐานพระแก้วบุษราคัม จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีการปฏิรูปการปกครอง ได้มีการส่งข้าหลวงมากำกับดูแลงานตามหัวเมือง ทำให้เจ้าราชบุตรหนูคำ เจ้าเมืองสมัยนั้น เกรงว่าข้าหลวงจะแสวงหาของสำคัญของบ้านเมืองไปเป็นของตน จึงนำพระแก้วบุษราคัมออกจากวัดหลวงไปซ่อนไว้ที่บ้านวังกางฮุง (ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านอยู่ใน อ.วารินชำราบ)</p>
<p>กระทั่งพระอุปฮาชโทสร้างวัดศรีอุบลรัตนาราม มีญาท่านเทวธัมมี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ความเคารพนับถือเป็นเจ้าอาวาส พระอุปฮาชโทจึงไปอัญเชิญพระแก้วบุษราคัมมาถวายเป็นพระพุทธปฏิมาประดิษฐาน ประจำวัด พระแก้วบุษราคัมจึงได้ถูกอัญเชิญกลับเข้าเมืองอีกครั้ง และในอดีตจะให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชาเพียงปีละครั้ง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อความสะดวกในการดูแลรักษาความปลอดภัยองค์พระแก้วบุษราคัม แต่ในปัจจุบันได้มีการจัดระบบรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ จึงได้เปิดให้พุทธศาสนิกชนเข้าไปกราบนมัสการได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 &#8211; 17.00 น.</p>
<p style="text-align: center;">@@@@@@@@@@@@@@@@@@@</p>
<p style="text-align: left;">ข้อมูลจาก : <a title="http://www.southlaostour.com" href="http://www.southlaostour.com">http://www.southlaostour.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.watpaknamubon.com/9_wat_ubon/wat-sri-ubon.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัดสุปัฏนารามวรวิหาร</title>
		<link>http://www.watpaknamubon.com/9_wat_ubon/wat-supattana-ubon.html</link>
		<comments>http://www.watpaknamubon.com/9_wat_ubon/wat-supattana-ubon.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Sep 2011 08:25:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไหว้พระ 9 วัด จังหวัดอุบล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.watpaknamubon.com/?p=200</guid>
		<description><![CDATA[วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ถนนสมเด็จ อ. เมือง จ.อุบลราชธานี วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ได้ตั้ง ริมฝั่ง แม่น้ำมูล ซึ่งไหลผ่านทางทิศใต้ของ ตัวเมืองอุบลราชธานี วัดสุปัฏนารามวรวิหาร มีเนื้อที่ ทั้งหมด 21 ไร่ 38 ตารางวา วัดสุปัฏนารามวรวิหาร เป็นวัดธรรมยุติกนิกายแห่งแรกของภาคอีสาน มีสถานะเป็นพระอาราม  หลวงชั้นตรี สร้างในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยมีกระแสพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้คณะกรรมการเมืองอุบลราชธานี มีพระพรหมราชวงศ์ ( กุทอง ) เป็นประธานเลือกพื้นที่วัด คณะกรรมการ  ดังกล่าวเห็นว่า ที่ท่าเหนือระหว่างเมืองกับบุ่งกาแซวเป็นที่เหมาะสม เหมาะแก่ผู้ต้องการความสงัดและเป็นที่สะดวกแก่ผู้ต้อง  การบำเพ็ญศาสนกิจ ทั้งเป็นที่สบายแก่การบิณฑบาต จะไปในเมืองก็ไม่ไกล จะไปทางบ้านบุ่งกาแซวก็ไม่ห่าง มีความสะดวก  ทั้งทางบกและทางน้ำ เพราะอยู่ฝั่งแม่น้ำมูล เป็นท่าดี อยู่คุ้งน้ำ จะเข้าจะออกก็สะดวกจึงนำความขึ้นกราบทูลทรงทราบ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าฯ ทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปราบที่ทาง เริ่มลงมือ เมื่อ พ.ศ. 2393 แต่ประกาศเป็นทางการเมื่อ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="text-decoration: underline; color: #ff0000;"><strong>วัดสุปัฏนารามวรวิหาร</strong></span> ตั้งอยู่ที่ถนนสมเด็จ อ. เมือง จ.อุบลราชธานี วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ได้ตั้ง ริมฝั่ง แม่น้ำมูล ซึ่งไหลผ่านทางทิศใต้ของ ตัวเมืองอุบลราชธานี วัดสุปัฏนารามวรวิหาร มีเนื้อที่ ทั้งหมด 21 ไร่ 38 ตารางวา วัดสุปัฏนารามวรวิหาร เป็นวัดธรรมยุติกนิกายแห่งแรกของภาคอีสาน มีสถานะเป็นพระอาราม  หลวงชั้นตรี สร้างในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4<span id="more-200"></span></p>
<p>โดยมีกระแสพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้คณะกรรมการเมืองอุบลราชธานี มีพระพรหมราชวงศ์ ( กุทอง ) เป็นประธานเลือกพื้นที่วัด คณะกรรมการ  ดังกล่าวเห็นว่า ที่ท่าเหนือระหว่างเมืองกับบุ่งกาแซวเป็นที่เหมาะสม เหมาะแก่ผู้ต้องการความสงัดและเป็นที่สะดวกแก่ผู้ต้อง  การบำเพ็ญศาสนกิจ ทั้งเป็นที่สบายแก่การบิณฑบาต จะไปในเมืองก็ไม่ไกล จะไปทางบ้านบุ่งกาแซวก็ไม่ห่าง มีความสะดวก  ทั้งทางบกและทางน้ำ เพราะอยู่ฝั่งแม่น้ำมูล เป็นท่าดี อยู่คุ้งน้ำ จะเข้าจะออกก็สะดวกจึงนำความขึ้นกราบทูลทรงทราบ</p>
<p>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าฯ ทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปราบที่ทาง เริ่มลงมือ เมื่อ พ.ศ. 2393 แต่ประกาศเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2396 และโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามว่า&#8221; วัดสุปัฏนาราม &#8221; แล้วโปรดให้พระพรหมราชวงค์ไปอาราธนาท่าน พันธุโล ( ดี ) กับท่านเทวธัมมี ( ม้าว ) มาครองวัด ในวันที่ประกาศตั้งวัด ต่อมา พ.ศ. 2478 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯทรงพระกรุณาโปรดยกฐานะของวัดขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้น <span style="text-decoration: underline;"><em>&#8220;วรวิหาร&#8221;</em></span> นามว่า <em><span style="text-decoration: underline;">&#8221; วัดสุปัฏนารามวรวิหาร &#8220;</span></em></p>
<p>พระอุโบสถหลังใหม่ ของ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร พระอุโบสถหลังเดิม มีความยาว 11 วา 2 ศอก กว้าง 8 าไม้แก่นก่ออิฐโอบเสา หลังคาลดเป็น 2 ชั้น มุงด้วย ไม้ มีกระเบื้องช่อฟ้าใบระกา ประดับกระจก หน้าบันด้านตะวันออกสลักลายเครือ ตะวันตกสลักลายดอกไม้ พื้นถมดินปูด้วย กระเบื้องดินเผา และต่อมาพระอุโบสถหลังนี้ได้ผุพังลง ประกอบบริเวณด้านหน้าแคบ ไม่พอแก่กองทหาร กองตำรวจ กอง ลูกเสือ ที่ตั้งแถวในการทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาประจำปี เจ้าอาวาสรูปที่ 7 คือสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน)  สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่พระพระราชมุณี เป็นเจ้าคณะมณฑลอุบลราชธานี จึงได้นิมนต์พระมหาเถระ ข้าราชการ คหบดีหลาย  ฝ่ายเข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือกัน และเห็นควรรื้อถอนพระอุโบสถหลังเก่าออก แล้วปลูกสร้างหลังใหม่ทดแทน ให้เกิด ความมั่นคงถาวร โดยมีเหตุผล 2 ประการ คือ</p>
<p>1.ให้พ้นทาง หากมีการตัดถนนในอนาคต</p>
<p>2. ให้พ้นตลิ่งฝั่งแม่น้ำมูล โดยให้หันพระอุโบสถลงสู่แม่น้ำ (ทิศใต้)</p>
<p>พระอุโบสถหลังใหม่มีขนาดกว้าง 20 เมตร ยาว 34 เมตร สูง 22 เมตร ผู้อำนวยการสร้าง ได้แก่ สมเด็จพระมหา วีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) สถาปนิกผู้ออกแบบ คือ หลวงสถิตย์นิมานกาล (ชวน สุปิยพันธ์) เป็นช่างหลวงเป็นผู้ออกแบบ พระอุโบสถมีศิลปะอยู่ 3 ส่วน ส่วนบน(หลังคา) เป็นศิลปะทรงไทย กลางเป็นศิลปะแบบเยอรมันส่วนฐานเป็นของขอมโบราณ โดยดำเนินงานตามขั้นตอนดังนี้</p>
<p>พ.ศ. 2460 เริ่มเตรียมอุปกรณ์เพื่อการก่อสร้าง</p>
<p>พ.ศ. 2463 เริ่มลงมือก่อสร้าง</p>
<p>พ.ศ. 2473 การก่อสร้างแล้วเสร็จอย่างหยาบ</p>
<p>พ.ศ. 2479 จัดงานฉลองทำพิธีผูกพัทธสีมารวมค่าก่อสร้างทั้งสิ้นประมาณ 70,000 บาท</p>
<p>การก่อสร้างนั้นได้มีตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาส โดยมีพระราชมุณีเจ้าคณะมณฑล เป็นประธานหาทุน เจ้าคณะมณฑลได้ออกไปแสดงธรรมตามท้องที่ตำบลต่าง ๆ และให้สมุหเทศาภิบาล ซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจ  ฝ่ายปกครอง สั่งให้ราษฎรไปฟังและสละเงินปัจจัยต่างๆ บูชากัณฑ์เทศน์ ลงบัญชีรายได้ไว้เป็นตำบลๆไป การก่อสร้างอิฐโบก ปูน ครั้งแรกได้จ้างช่างจีนและช่างญวน มาทำเป็นตัวอย่าง แล้วคัดเลือกผู้สนใจร่วมทำ พอสามารถทำเองได้ ก็เลิกจ้างช่าง ชาวต่างชาติ ตอนแรกได้ใช้ปูนที่ได้นำมาจากจังหวัดนครพนม ซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลและราคาแพง</p>
<p>ต่อมาได้สำรวจพบหินปูนชนิดเดียวกัน ในเขตตำบลตาลสุม (อำเภอตาลสุมในปัจจุบัน)อำเภอพิบูลมังสาหารในสมัยนั้น ซึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำมูลและมีความ สะดวกกว่า จึงให้ราษฎรทำปูนขาย ปูนที่ทำขึ้นแม้จะไม่ขาวนักแต่คุณภาพเท่ากับซีเมนต์ เนื่องจากการก่อสร้างต้องสิ้น เปลืองวัสดุอุปกรณ์มากมาย สมัยนั้นยังไม่มีผู้ที่ทำไว้จำหน่าย จึงได้ตั้งโรงงานช่างขึ้น แล้วสอนแบบก่อสร้าง สอนวิชาปั้น และก่อเตาเผาอิฐ สอนวิธีสีข้าว โดยวัดเป็นผู้ควบคุมดูแล เจ้าหน้าที่บ้านเมืองคือสมุหเทศบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดและ ข้าราชการให้การสนับสนุนจนได้รับความสำเร็จ</p>
<p>การตั้งโรงงานนี้ นับว่าเป็นประโยชน์แก่ประชาชน เพราะเป็นจุดเริ่มต้น ที่ให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ ซึ่ง ประชาชนได้ยึดถือปฏิบัติต่อกันมา การก่อสร้างเสร็จในปี พ.ศ.2479 ลักษณะของพระอุโบสถเป็นอาคารขนาดใหญ่ กว้าง 20 เมตร ยาว 34 เมตร สูงจากพื้นถึงช่อฟ้า 22 เมตร สร้างคล้ายทรงพระราชนิยมสมัยรัชกาลที่ 3 (อิทธิพลจีน) คือ ตัว อาคารมีชาลา (ระเบียง) เสานางจรัล(เสานางเรียง) ทรงสี่เหลี่ยมล้อมรอบระหว่างเสาก่ออิฐเป็นรูปโค้งเรือนแก้ว (โค้งแหลม แบบโกธิคของฝรั่งเศส) ตัวอาคารไม่ทำหน้าต่าง แต่ทำเป็นประตูโดยรอบทั้งทางด้านหน้าและด้านข้าง หลังคาทรงจั่ว ชั้น เดียวมีพะไร(ปีกนก) 2 ข้าง คลุมชาลา หน้าจั่วเรียบเต็มเสมอเสาด้านหน้า (คล้ายโบสถ์อิทธิพลจีนสมัยรัชกาลที่ 3 ) มีลายปูน ปั้น เป็นลายไทยผีมือช่างญวน (เป็นลายไทยที่ไม่มีเอกลักษณ์ของลายไทยอยู่เลย ตัวลายลีบช่องไฟกว้าง ไม่ได้สัดส่วน) ช่อฟ้า รวยลำยองเป็นรูปพญานาคแบบญวน เชิงบันไดทั้ง 4 ด้าน ปั้นปูนรูปสิงโตหมอบยิ้มอยู่มุมละ 1 ตัว ซึ่งแตกตางไปจากโบสถ์ อื่นๆ ที่นิยมทำพญานาคเฝ้าบันได ส่วนที่หน้าพระอุโบสถ มีจารึกโบราณสมัยขอมหลายชิ้น เช่น จารึกถ้ำหมาไน ทับหลัง เฉพาะทับหลัง กล่าวกันว่า เป็นทับหลังที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย (พุทธศตวรรษที่ 12-13)</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>สิ่งที่สำคัญภายในวัด</strong></span></p>
<p><em>1. พระประธานในพระอุโบสถ นามว่า พระสัพพัญญูเจ้า</em><br />
<em> 2. พระพุทธสิหิงค์ ( จำลอง ) ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงครามอัญเชิญมาประดิษฐาน</em><br />
<em> 3. พระพุทธรูปประทานพร สมัยสุโขทัย 1 องค์ สมเด็จพระมหาวีรวงค์ติสโสประทานมา</em><br />
<em> 4. พระพุทธรูปศิลา นาคปรกสมัยลพบุรี 3 องค์ สมเด็จพระมหาพระมหาวีรวงค์ติสโสประทานมา</em><br />
<em> 5. พระพุทธรูปประทานพร สมัยอยุธยา 1 องค์ สมเด็จพระวีรวงค์ติสโสประทานมา</em><br />
<em> 6. พระแก้วขาวเพชรน้ำค้างสมาธิ 1 องค์ สมเด็จพระมหาวีรวงค์ติสโสประทานมา</em><br />
<em> 7. พระบรมสารีริกธาตุ และอรหันตธาตุ สมเด็จพระมหาวีรวงค์ติสโสประทานมา</em><br />
<em> 8. รูปหล่อ ( โลหะ ) พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ( สิริจันโท จันทร์ ศุภสร )</em><br />
<em> 9. รูปหล่อ ( โลหะ ) สมเด็จพระมหาวีรวงค์ ( ติสโส อ้วน แสนทวีสุข )</em><br />
<em> 10. หอพิพิธภัณฑ์วรวัตถุโบราณต่าง ๆ</em><br />
<em> 11. หอปริยัติธรรม อาคารเรียนตึกวิทยาคาร เป็นที่ตั้งยุวพุทธิกสมาคมและศูนย์พุทธเยาวชนเป็นศูนย์กลางการศึกษา ทั้งนักธรรม บาลีและสามัญศึกษา ประวัติพระประธานในพระอุโบสถ  พระประธานในพระอุโบสถ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ชื่อว่า พระสัพพัญญูเจ้าเป็นพระที่หล่อขัดเงาสิ้นโลหะ 30 หาบ พระอุปัชฌายะสีทาอดีตเจ้าอาวาสวัดบูรพาเป็นช่างโดยหล่อที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ หน้า วัดสุปัฏนาราม นั่นเอง เริ่มการหล่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2459 เวลา 04.03 น. แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2459 เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 4 คืบ (ก่อนพ.ศ.2483 ประเทศไทยนับเดือนเมษายนเป็นเดือนแรกของปีและนับเดือนมีนาคมเป็นเดือนสุด ท้าย เดือนกรกฎาคมจึงมาก่อน)</em></p>
<p><em><strong>คำว่า สุปัฏนาราม มีความหมาย 2 นัย คือ</strong></em></p>
<p>1.หมายถึงวัดที่มีสถานที่ตั้งเหมาะสมอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล มีท่าเรือที่ดี สะดวกในการในการเดินทางและบิณฑบาต</p>
<p>2.หมายถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นศาสนสถานเปรียบดังเรือที่ส่งมนุษย์ข้ามโอฆสงสารไปได้</p>
<p style="text-align: center;">##############################</p>
<p style="text-align: left;">ข้อมูลจาก : <a title="http://www.southlaostour.com" href="http://www.southlaostour.com">http://www.southlaostour.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.watpaknamubon.com/9_wat_ubon/wat-supattana-ubon.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัดหลวง</title>
		<link>http://www.watpaknamubon.com/9_wat_ubon/wat-luang-ubon.html</link>
		<comments>http://www.watpaknamubon.com/9_wat_ubon/wat-luang-ubon.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Sep 2011 07:56:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไหว้พระ 9 วัด จังหวัดอุบล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.watpaknamubon.com/?p=196</guid>
		<description><![CDATA[วัดหลวง เป็น วัดแห่งแรกของ เมืองอุบลราชธานี วัดหลวง ตั้งอยู่ที่ถนนพรหมเทพ ริมฝั่งแม่น้ำมูล ระหว่างท่ากวางตุ้งกับท่าจวน ( ตลาดใหญ่ ) มีเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ 4 ตารางวา เมื่อปีกุน พ.ศ.2324 พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) อพยพมาจาก ดอนมดแดง มา ตั้งบ้านเมืองใหม่ที่ ดงอู่ผึ้ง และเห็นว่าที่แห่งนี้เหมาะที่จะสร้างบ้านเมืองใหม่ และ วัดวาอาราม เพื่อเป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง เป็นที่อยู่อาศัยสืบทอดพระพุทธศาสนา จึงให้พระสงฆ์ที่อพยพมาด้วยลงมือก่อสร้าง ให้ช่างที่อพยพมาจากเวียงจันทน์พร้อมด้วยท่าน อุปฮาด ราชบุตร ราชวงศ์ ท่านท้าวเพี้ย กรรมการน้อยใหญ่ ร่วมกันก่อสร้าง วัดจึงสำเร็จสวยงามสมเจตนารมณ์ มีการสร้างโบสถ์ องค์พระประธาน กุฎิ วิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร หอกลาง หอโปง หอระฆัง พร้อมบริบูรณ์ทุกอย่าง เป็นสังฆาวาสที่สวยงามมาก เมื่อสร้างเสร็จได้ตั้งนามว่า &#8220;วัดหลวง&#8221; ซึ่งถือว่าเป็นวัดแรกของเมืองอุบลราชธานี และถือได้ว่าเป็น วัดประจำเจ้าเมือง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="text-decoration: underline; color: #ff0000;"><strong>วัดหลวง</strong></span> เป็น วัดแห่งแรกของ เมืองอุบลราชธานี วัดหลวง ตั้งอยู่ที่ถนนพรหมเทพ ริมฝั่งแม่น้ำมูล ระหว่างท่ากวางตุ้งกับท่าจวน ( ตลาดใหญ่ ) มีเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ 4 ตารางวา เมื่อปีกุน พ.ศ.2324 พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) อพยพมาจาก ดอนมดแดง มา ตั้งบ้านเมืองใหม่ที่ ดงอู่ผึ้ง และเห็นว่าที่แห่งนี้เหมาะที่จะสร้างบ้านเมืองใหม่ และ วัดวาอาราม เพื่อเป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง<span id="more-196"></span></p>
<p>เป็นที่อยู่อาศัยสืบทอดพระพุทธศาสนา จึงให้พระสงฆ์ที่อพยพมาด้วยลงมือก่อสร้าง ให้ช่างที่อพยพมาจากเวียงจันทน์พร้อมด้วยท่าน อุปฮาด ราชบุตร ราชวงศ์ ท่านท้าวเพี้ย กรรมการน้อยใหญ่ ร่วมกันก่อสร้าง วัดจึงสำเร็จสวยงามสมเจตนารมณ์ มีการสร้างโบสถ์ องค์พระประธาน กุฎิ วิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร หอกลาง หอโปง หอระฆัง พร้อมบริบูรณ์ทุกอย่าง เป็นสังฆาวาสที่สวยงามมาก เมื่อสร้างเสร็จได้ตั้งนามว่า <em>&#8220;วัดหลวง&#8221;</em></p>
<p>ซึ่งถือว่าเป็นวัดแรกของเมืองอุบลราชธานี และถือได้ว่าเป็น วัดประจำเจ้าเมือง สิมวัดหลวง หลัง เดิม อุบลราชธานี คนแรก นั้นก็คือ เจ้าคำผง นั้นเอง วัดหลวง แห่งนี้ได้ถือเป็นสถานที่ถือน้ำพิพัฒน์สัตยาในสมัยแรก ๆ โบสถ์ หรือสิม มีความสวยงาม แต่แน่เสียดาย ที่โบสถ์หลังดังกล่าวได้รื้อไปแล้ว และได้สร้างโบสถ์หลังใหม่แบบ เมืองหลวงขึ้นแทน จากหลักฐานภาพถ่ายเก่าๆที่ยังพอหลงเหลืออยู่ พอจะได้เห็นถึงลักษณะรูปแบบของสิมวัดหลวงได้บ้าง ลักษณะของ สิมวัดหลวง มีแปลนรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าสิมวัดต่างๆ ใน เมืองอุบลราชธานี แต่รูปคล้ายๆ กันคือ ฐานเอวขันธ์แบบปากพาน มีบันไดขึ้นมาทำเป็นเฉลียง ตัวอาคารและฐานถือปูน เสาด้านหน้าสิม 4 ต้น เป็นเสาเหลี่ยมลบมุม หัวเสาทำเป็นรูปบัวจงกล ทวยไม้แกะสลักแบบหูช้าง หน้าบันกรุไม้ลูกฟักหน้าพรหมสาหร่ายรวงผึ้งแบบพื้นบ้านอีสาน(อิทธิพล ล้านช้าง)กับ วัดเชียงทอง ของ เมืองหลวงพระบาง ล้านช้าง หาก สิมวัดหลวง หลังนี้ ก็ไม่ถูกรื้อไปคงจะมีโบราณสถาน ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของ เมืองอุบลราชธานี ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมและภาคภูมิเป็นอย่างยิ่งที่ได้ชื่อว่า วัดหลวง เพราะตั้งชื่อตามนามของ เจ้าคำผง ชาวเมืองเรียกเจ้าคำผงว่า เจ้าองค์หลวง หรืออาชญาหลวง เฒ่า วัดนี้อยู่ติดกับคุ้มของท่านคือ คุ้มเจ้าหลวง (เป็นพื้นที่ ที่เรียกว่าตลาดราชพัสดุทุกวันนี้)</p>
<p>พระคู่บ้านคู่เมือง ภายใน วัดหลวง ที่ สำคัญ นั่นคือ พระแก้วไพฑูรย์ แห่งเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศราชนี้ เป็นพระแก้วเกิดจากหินธรรมชาติ มีอายุหลายล้านปีมาแล้ว ใครจะเป็นผู้แกะหินเป็นพระพุทธรูปนั้นไม่ทราบ แต่เป็นพระพุทธรูปที่อยู่ในการปกครองของเจ้านายเมืองอุบลมานานแต่บรรพบุรุษของ พระปทุมวราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ได้ถวายเป็นสมบัติของ วัดหลวง คู่กับ พระแก้วบุษราคัม เมื่อเจ้านายทางกรุงเทพมหานครมาปกครองเมืองอุบล ในสมัยรัชกาลที่ 5 เจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานีเกรงว่าเจ้านายทางกรุงเทพจะบังคับเอา พระแก้ว ทั้งสององค์ไปเป็นสมบัติของส่วนตัว จึงได้พากันเอาพระแก้วทั้งสององค์แบกออกจากกันไปซ่อนไว้โดยมิดชิด ไม่ยอมแพร่งพรายให้คนทั่วไปรู้</p>
<p>ต่อมาเมื่อ สร้าง วัดศรีอุบลรัตนาราม (วัดศรีทอง) โดยเจ้าอุปฮาชโท บิดาของพระอุบลเดชประชารักษ์ (เสือ ณ อุบล) จึงได้ไปเชิญเอา พระแก้วทั้งสองออกมาจากที่ซ่อน สำหรับพระแก้วบุษราคัมนั้น ได้ถวายแด่พระเดชพระคุณพระเทวธัมมี (ม้าว) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) และเป็นลัทธิวิหาริกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มาจากกรุงเทพคงจะมีความเกรงใจไม่กล้าที่จะขอเอาพระแก้วบุษราคัม พระแก้วไพฑูรย์ไปจากเมือง อุบลราชธานี ส่วน พระแก้วไพฑูรย์ นั้น ทายาท ของเจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานีเอาไปเก็บรักษาไว้ เพราะเป็นสมบัติอันล้ำค่าของบรรพบุรุษ</p>
<p>ต่อมาภายหลังจึงได้นำมาถวายพระครูวิลาสกิจจาทร เจ้าอาวาส วัดหลวง ให้เป็นสมบัติของ วัดหลวง ตามเดิม ดังปรากฏอยู่ทุกวันนี้ นับว่า พระแก้ว ไพฑูรย์องค์นี้เป็นสมบัติของ วัดหลวง และของเจ้านายเมืองอุบลราชธานีมาแต่โบราณโดยแท้ พระแก้วไพฑูรย์ เป็นหนึ่งใน แก้ว อันเป็น รัตนชาติ คือ เพชรดี มณีแดง เขื่องใสแสงมรกต เหลืองใสบุษราคัม ทองแก่กำโมเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาลมุกดาหารหมอกมัว แดงสลัวเพทาย สังวาลสายไพฑูรย์  ยากจะยกองค์พระขึ้นส่องจะเห็นเป็นคล้ายสายฝนหยาดลงมาจากฟ้าอันเป็นนิมิตหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์ ฝนตกตามฤดูกาลของสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของ เมืองอุบลราช นี้มี พระแก้วบุษราคัม พระแก้วไพฑูรย์ จึงได้พากันเอาไปซ่อนเสียโดยนำออกจากวัดหลวงไปในสมัยนั้น ภายหลังทายาทเจ้าเมืองอุบลราชธานีเห็นว่าวัดหลวงไม่มีพระสำคัญจึงได้นำมาถวายให้เป็นสมบัติของวัดหลวง และเป็นของคู่บ้านคู่เมืองสืบไป พระแก้วไพฑูรย์ จึงได้กลับมาประดิษฐานวัดหลวงตามเดิมดังที่เห็นอยู่ในขณะนี้</p>
<p style="text-align: center;">*&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;*</p>
<p style="text-align: left;">ข้อมูลจาก : <a title="http://www.southlaostour.com" href="http://www.southlaostour.com">http://www.southlaostour.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.watpaknamubon.com/9_wat_ubon/wat-luang-ubon.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

