วัดศรีอุบลรัตนาราม
วัดศรีอุบลรัตนาราม เดิมชื่อวัดศรีทอง , วัดศรีอุบลรัตนาราม ตั้งอยู่ที่ 129 ถนนอุปราช ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี (อยู่ข้างศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีทางด้านทิศใต้ ตรงข้ามศาลหลักเมือง) วัดศรีอุบลรัตนาราม เป็น วัดธรรมยุติกนิกาย อีก วัดหนึ่ง ในอุบลราชธานี วัดศรีอุบลรัตนาราม สร้างเมื่อพุทธศักราช 2398 ปีเถาะ จุลศักราช 1217 ร.ศ. 78 เป็นปีที่ 5 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4 ) วัดศรีอุบลรัตนาราม นี้มี พระอุโบสถที่สร้างตามแบบ พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร จึงมีลักษณะเด่น ศิลปะทางภาคกลาง ใน ดินแดน อีสาน ที่ วัดศรีอุบลรัตนาราม หรือ วัดศรีทอง
เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง คือ พระแก้วบุษราคัม สถานที่ตั้งวัดเดิมเป็นสวนของท่านอุปฮาดโท (ต้นตระกูล ณ อุบล) มีศรัทธาบริจาคที่ดินประมาณ 25 ไร่ สำหรับสร้าง วัดของ สงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์ใหม่ที่เพิ่งสถาปนาขึ้นในตอนปลายของรัชกาลที่ 3 การถวายที่ดินต่อหน้าพระเถระ ยกให้เป็นสมบัติในพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นที่ตั้งวัด ในยามราตรีของวันนั้น เกิดนิมิตประหลาดขึ้น คือมีแสงสว่างพวยพุ่งขึ้นเป็นสีเหลืองทองภายในบริเวณสวนนั้น จึงได้ถือนิมิตมงคลนี้ตั้งชื่อวัดว่า ” วัดศรีทอง “
พร้อมอาราธนา พระเทวธัมมี จาก วัดสุปัฏนาราม มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปแรก เริ่มก่อสร้างกุฏิ วิหาร ศาลการเปรียญ เมื่อปี พ.ศ.2398 ตามประวัติท่าน เทวธัมมี ได้ไปรับการศึกษาพระปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เป็นสามเณร และได้เป็นสัทธิวิหาริกของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อครั้งทรงผนวช จึงได้ถือ ลัทธิธรรมยุติกนิกาย สืบสายมาตั้ง คณะธรรมยุติกนิกาย ที่ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ซึ่งเป็น วัดธรรมยุติกนิกาย แห่งแรกในภาคอีสาน โดยมีท่านพันธุโล (ดี) เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ดังนั้น ท่านเทวธัมมี จึงถือว่าเป็นพระเถระที่มีศักดิ์ใหญ่ เป็นที่เคารพยำเกรงของบรรดาเหล่าพระภิกษุสามเณร ข้าราชการ ตลอดจนประชาชนทั้งหลายในสมัยนั้น
ในยุคสมัยการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วัดศรีอุบลรัตนาราม ใช้เป็นที่ทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา วัดศรีอุบลรัตนาราม ได้รับวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๑ และได้รับพระราชทานยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ หลังจากนั้น วัดศรีอุบลรัตนาราม ก็ได้พระราชทานผ้ากฐินเป็นประจำทุกปี พระเทวธัมมี (ม้าว) เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก (ซึ่งท่านเป็นลัทธิวิหาริกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ เมื่อครั้งทรงผนวชที่วัดบวรนิเวศวิหาร) และท่านได้นำประชาชนสร้างโบสถ์หลังแรกสำเร็จ และได้ขอพระราชทานวิสุงคามสีมาเป็นสำนักอุปสมบทของพระภิกษุ สามเณรทั่วไปโดยเฉพาะผู้ที่อุปสมบทในอุโบสถหลังนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นนาคชัยมีอยู่ ๔ รูปคือ ท่านเจ้าคุณพระอริยกวี (อ่อน) พระอาจารย์สีทา ส่วนรูปที่ ๓ และรูปที่ ๔ ไม่สามารถหาหลักฐานชัดเจนได้
ต่อมาได้เป็นที่บรรพชาอุปสมบทของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจน.โท จันทร์) และท่านธม.มธโร (แสง) ต่อมาในปี พ.ศ.2511 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ เสด็จมาประกอบพิธีฉลองสมโภชฝังลูกนิมิตร และยกช่อฟ้าพระอุโบสถ วัดศรีอุบลรัตนาราม จึงได้ทูลเกล้าถวายพระอุโบสถหลังนี้ ให้อยู่ในพระอุปถัมภ์ของ สมเด็จพระลูกยาเธอเจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เปลี่ยนชื่อจาก วัดศรีทอง เป็น “วัดศรีอุบลรัตนาราม” ตามนามขององค์อุปถัมภ์ วัดศรีอุบลรัตนาราม เคยเป็นที่บรรพชาอุปสมบทของพระเถระผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายคันธุระและวิปัสธุระหลาย รูปเช่น พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจันทเถระ, สมเด็จพระมหาวีระวงศ์ ติสสเถระ, พระอาจารย์ทา โชติปาลเถระ, พระอาจารย์เสาร์ กันตสีลเถระ, พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ เป็นต้น
จุดเด่นและปูชนียวัตถุที่สำคัญ พระอุโบสถ วัดศรีอุบลรัตนาราม เป็น พระอุโบสถ ที่สร้างตามแบบ พระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองคือ พระแก้วบุษราคัม ในปี พ.ศ.2511 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ เสด็จมาประกอบพิธีฉลองสมโภชฝังลูกนิมิตร และยกช่อฟ้าพระอุโบสถ วัดศรีอุบลรัตนาราม การก่อสร้างอุโบสถได้รับบริจาคทรัพย์จาก ท่านผู้หญิงตุ่น โกศัลวิตร และได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากสมเด็จพระสังฆราชทั้ง ๒ องค์ ในสมัยนั้นคือ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถระ) วัดสระเกศ เป็นองค์ผูกดวงประทานฤกษ์ และสมเด็จพระสังฆราช จวน อุฏฐายีมหาเถระ เมื่อครั้งดำรงยศเป็นสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดมกุฏกษัตริยาราม เป็นองค์วางศิลากฤษ์ เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๐๘ และทรงเป็นประธานสงฆ์ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาผูกพัทธสีมาอุโบสถ เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๑๑
พระแก้วบุษราคัม พระพุทธรูปคู่บ้านเมืองที่มีมาก่อนตั้ง เมืองอุบลราชธานี สำหรับ พระแก้วบุษราคัม เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปกรรมสมัยเชียงแสน แกะสลักจาก แก้วบุษราคัม ขนาดหน้าตักกว้าง 3 นิ้ว สูง 5 นิ้ว เป็นสมบัติของ เจ้าปางคำ ราชวงศ์จากเมืองเชียงรุ้งแสนหวีฟ้า ที่แตกหนีพวกฮ่อมาจากเมืองเชียงรุ้ง และมาสร้างเมือง นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (จ.หนองบัวลำภู) การมี พระแก้วบุษราคัม มีความเกี่ยวเนื่องกับ พระแก้วมรกต เนื่องด้วยสมัยพระเจ้าพรหมมหาราช แห่งโยนกเชียงแสนนครเงินยางมี พระแก้วมรกต ไว้ในพระนคร ทำให้เจ้านายตามเมืองต่างๆ แสวงหาแก้วมณีมีค่ามาสร้างเป็นพระพุทธปฏิมากรไว้ในนคร เพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาที่ประกอบด้วยแก้ว 3 ประการ คือ พระพุทธรัตนะ, พระธรรมรัตนะ และ พระสังฆรัตนะ ดังนั้นใน ดินแดนสิบสองปันนา ล้านนา ล้านช้าง ซึ่งมีลำธารที่อุดมด้วยรัตนชาติหลากสี จึงมีพระพุทธรูปสร้างด้วยแก้วมณี อาทิ พระเสตังคมณี นครลำปาง, พระแก้วขาว นครเชียงใหม่ และพระแก้วสีเหลืองที่เรียกว่า พระแก้วบุษราคัม ต่อมา พระแก้วบุษราคัม ได้ตกทอดมาถึงพระเจ้าตาผู้เป็นลูกเจ้าปางคำ
และปี พ.ศ.2314 นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน ถูก เจ้าสิริบุญสาร แห่งเวียงจันทน์ยกทัพมาตี พระเจ้าตาถึงอสัญกรรมในสนามรบ เจ้าพระวอ และท้าวคำผงจึงอพยพหนีศึกมาสร้างบ้านที่บ้านดอนมดแดง จ.อุบลราชธานี พร้อมอัญเชิญพระแก้วบุษราคัมมาด้วย และขออยู่ในขันธสีมาเจ้ากรุงธนบุรี โดยสร้างวัดหลวงใช้ประดิษฐานพระแก้วบุษราคัม จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีการปฏิรูปการปกครอง ได้มีการส่งข้าหลวงมากำกับดูแลงานตามหัวเมือง ทำให้เจ้าราชบุตรหนูคำ เจ้าเมืองสมัยนั้น เกรงว่าข้าหลวงจะแสวงหาของสำคัญของบ้านเมืองไปเป็นของตน จึงนำพระแก้วบุษราคัมออกจากวัดหลวงไปซ่อนไว้ที่บ้านวังกางฮุง (ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านอยู่ใน อ.วารินชำราบ)
กระทั่งพระอุปฮาชโทสร้างวัดศรีอุบลรัตนาราม มีญาท่านเทวธัมมี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ความเคารพนับถือเป็นเจ้าอาวาส พระอุปฮาชโทจึงไปอัญเชิญพระแก้วบุษราคัมมาถวายเป็นพระพุทธปฏิมาประดิษฐาน ประจำวัด พระแก้วบุษราคัมจึงได้ถูกอัญเชิญกลับเข้าเมืองอีกครั้ง และในอดีตจะให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชาเพียงปีละครั้ง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อความสะดวกในการดูแลรักษาความปลอดภัยองค์พระแก้วบุษราคัม แต่ในปัจจุบันได้มีการจัดระบบรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ จึงได้เปิดให้พุทธศาสนิกชนเข้าไปกราบนมัสการได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
ข้อมูลจาก : http://www.southlaostour.com
