วัดหลวง
วัดหลวง เป็น วัดแห่งแรกของ เมืองอุบลราชธานี วัดหลวง ตั้งอยู่ที่ถนนพรหมเทพ ริมฝั่งแม่น้ำมูล ระหว่างท่ากวางตุ้งกับท่าจวน ( ตลาดใหญ่ ) มีเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ 4 ตารางวา เมื่อปีกุน พ.ศ.2324 พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) อพยพมาจาก ดอนมดแดง มา ตั้งบ้านเมืองใหม่ที่ ดงอู่ผึ้ง และเห็นว่าที่แห่งนี้เหมาะที่จะสร้างบ้านเมืองใหม่ และ วัดวาอาราม เพื่อเป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง
เป็นที่อยู่อาศัยสืบทอดพระพุทธศาสนา จึงให้พระสงฆ์ที่อพยพมาด้วยลงมือก่อสร้าง ให้ช่างที่อพยพมาจากเวียงจันทน์พร้อมด้วยท่าน อุปฮาด ราชบุตร ราชวงศ์ ท่านท้าวเพี้ย กรรมการน้อยใหญ่ ร่วมกันก่อสร้าง วัดจึงสำเร็จสวยงามสมเจตนารมณ์ มีการสร้างโบสถ์ องค์พระประธาน กุฎิ วิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร หอกลาง หอโปง หอระฆัง พร้อมบริบูรณ์ทุกอย่าง เป็นสังฆาวาสที่สวยงามมาก เมื่อสร้างเสร็จได้ตั้งนามว่า “วัดหลวง”
ซึ่งถือว่าเป็นวัดแรกของเมืองอุบลราชธานี และถือได้ว่าเป็น วัดประจำเจ้าเมือง สิมวัดหลวง หลัง เดิม อุบลราชธานี คนแรก นั้นก็คือ เจ้าคำผง นั้นเอง วัดหลวง แห่งนี้ได้ถือเป็นสถานที่ถือน้ำพิพัฒน์สัตยาในสมัยแรก ๆ โบสถ์ หรือสิม มีความสวยงาม แต่แน่เสียดาย ที่โบสถ์หลังดังกล่าวได้รื้อไปแล้ว และได้สร้างโบสถ์หลังใหม่แบบ เมืองหลวงขึ้นแทน จากหลักฐานภาพถ่ายเก่าๆที่ยังพอหลงเหลืออยู่ พอจะได้เห็นถึงลักษณะรูปแบบของสิมวัดหลวงได้บ้าง ลักษณะของ สิมวัดหลวง มีแปลนรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าสิมวัดต่างๆ ใน เมืองอุบลราชธานี แต่รูปคล้ายๆ กันคือ ฐานเอวขันธ์แบบปากพาน มีบันไดขึ้นมาทำเป็นเฉลียง ตัวอาคารและฐานถือปูน เสาด้านหน้าสิม 4 ต้น เป็นเสาเหลี่ยมลบมุม หัวเสาทำเป็นรูปบัวจงกล ทวยไม้แกะสลักแบบหูช้าง หน้าบันกรุไม้ลูกฟักหน้าพรหมสาหร่ายรวงผึ้งแบบพื้นบ้านอีสาน(อิทธิพล ล้านช้าง)กับ วัดเชียงทอง ของ เมืองหลวงพระบาง ล้านช้าง หาก สิมวัดหลวง หลังนี้ ก็ไม่ถูกรื้อไปคงจะมีโบราณสถาน ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของ เมืองอุบลราชธานี ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมและภาคภูมิเป็นอย่างยิ่งที่ได้ชื่อว่า วัดหลวง เพราะตั้งชื่อตามนามของ เจ้าคำผง ชาวเมืองเรียกเจ้าคำผงว่า เจ้าองค์หลวง หรืออาชญาหลวง เฒ่า วัดนี้อยู่ติดกับคุ้มของท่านคือ คุ้มเจ้าหลวง (เป็นพื้นที่ ที่เรียกว่าตลาดราชพัสดุทุกวันนี้)
พระคู่บ้านคู่เมือง ภายใน วัดหลวง ที่ สำคัญ นั่นคือ พระแก้วไพฑูรย์ แห่งเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศราชนี้ เป็นพระแก้วเกิดจากหินธรรมชาติ มีอายุหลายล้านปีมาแล้ว ใครจะเป็นผู้แกะหินเป็นพระพุทธรูปนั้นไม่ทราบ แต่เป็นพระพุทธรูปที่อยู่ในการปกครองของเจ้านายเมืองอุบลมานานแต่บรรพบุรุษของ พระปทุมวราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ได้ถวายเป็นสมบัติของ วัดหลวง คู่กับ พระแก้วบุษราคัม เมื่อเจ้านายทางกรุงเทพมหานครมาปกครองเมืองอุบล ในสมัยรัชกาลที่ 5 เจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานีเกรงว่าเจ้านายทางกรุงเทพจะบังคับเอา พระแก้ว ทั้งสององค์ไปเป็นสมบัติของส่วนตัว จึงได้พากันเอาพระแก้วทั้งสององค์แบกออกจากกันไปซ่อนไว้โดยมิดชิด ไม่ยอมแพร่งพรายให้คนทั่วไปรู้
ต่อมาเมื่อ สร้าง วัดศรีอุบลรัตนาราม (วัดศรีทอง) โดยเจ้าอุปฮาชโท บิดาของพระอุบลเดชประชารักษ์ (เสือ ณ อุบล) จึงได้ไปเชิญเอา พระแก้วทั้งสองออกมาจากที่ซ่อน สำหรับพระแก้วบุษราคัมนั้น ได้ถวายแด่พระเดชพระคุณพระเทวธัมมี (ม้าว) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) และเป็นลัทธิวิหาริกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มาจากกรุงเทพคงจะมีความเกรงใจไม่กล้าที่จะขอเอาพระแก้วบุษราคัม พระแก้วไพฑูรย์ไปจากเมือง อุบลราชธานี ส่วน พระแก้วไพฑูรย์ นั้น ทายาท ของเจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานีเอาไปเก็บรักษาไว้ เพราะเป็นสมบัติอันล้ำค่าของบรรพบุรุษ
ต่อมาภายหลังจึงได้นำมาถวายพระครูวิลาสกิจจาทร เจ้าอาวาส วัดหลวง ให้เป็นสมบัติของ วัดหลวง ตามเดิม ดังปรากฏอยู่ทุกวันนี้ นับว่า พระแก้ว ไพฑูรย์องค์นี้เป็นสมบัติของ วัดหลวง และของเจ้านายเมืองอุบลราชธานีมาแต่โบราณโดยแท้ พระแก้วไพฑูรย์ เป็นหนึ่งใน แก้ว อันเป็น รัตนชาติ คือ เพชรดี มณีแดง เขื่องใสแสงมรกต เหลืองใสบุษราคัม ทองแก่กำโมเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาลมุกดาหารหมอกมัว แดงสลัวเพทาย สังวาลสายไพฑูรย์ ยากจะยกองค์พระขึ้นส่องจะเห็นเป็นคล้ายสายฝนหยาดลงมาจากฟ้าอันเป็นนิมิตหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์ ฝนตกตามฤดูกาลของสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของ เมืองอุบลราช นี้มี พระแก้วบุษราคัม พระแก้วไพฑูรย์ จึงได้พากันเอาไปซ่อนเสียโดยนำออกจากวัดหลวงไปในสมัยนั้น ภายหลังทายาทเจ้าเมืองอุบลราชธานีเห็นว่าวัดหลวงไม่มีพระสำคัญจึงได้นำมาถวายให้เป็นสมบัติของวัดหลวง และเป็นของคู่บ้านคู่เมืองสืบไป พระแก้วไพฑูรย์ จึงได้กลับมาประดิษฐานวัดหลวงตามเดิมดังที่เห็นอยู่ในขณะนี้
*——————————————————*
ข้อมูลจาก : http://www.southlaostour.com
